รณรงค์ป้องกันหนี้

รณรงค์ป้องกันหนี้

  •   วิธีประหยัดเงิน ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนเขียมจนสุดโต่ง บางคนประหยัดพอจุ๋มจิ๋ม บางคนประหยัดทุกครั้งที่มีโอกาส ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็มีประโยชน์ทั้งสิ้น เพราะไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็เป็นเครื่องบ่งบอกว่าคุณพอมีวินัยทางการเงินบ้างไม่มากก็น้อย อันจะส่งผลให้การเงินของคุณไม่น่าจะมีปัญหาอะไร สำหรับใครที่ต้องการประหยัดเงินแต่ยังคิดวิธีไม่ออก เรามีเคล็ดลับมาฝาก6 วิธีประหยัดเงิน     1. วางแผนการใช้จ่าย ในแต่ละเดือนเมื่อเราหักออมแล้วคราวนี้ก็มาวางแผนการใช้จ่าย โดยเลือกชำระหนี้สินและรายจ่ายประจำก่อน ที่เหลือจึงนำมาใช้ ห้ามนำไปใช้จ่ายส่วนตัวก่อนแล้วจึงนำที่เหลือมาออมเงิน ใช้หนี้ หรือนำไปใช้จ่ายรายการประจำเด็ดขาด เพราะมีแนวโน้มว่าเงินจะไม่พอมากๆ      2. พยายามกินข้าวที่บ้าน การกินข้าวนอกบ้านเป็นความสุขชนิดหนึ่ง ทั้งได้กินของอร่อยๆ และไม่ต้องทำเอง แต่ค่าอาหารบวกค่าบริการมักแพงสุดโต่งเช่นกัน ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเราออกไปกินข้าวนอกบ้านบ่อยๆก็จะใช้เงินเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้เงินไม่พอใช้ในแต่ละเดือน ทางที่ดีทำกับข้าวกินเองที่บ้านดีกว่า ส่วนนอกบ้านเอาไว้นานๆครั้งละกัน     3. ประหยัดพลังงาน การประหยัดพลังงานในบ้านไม่ว่าจะเป็นน้ำและไฟ หากใช้ให้น้อยลง หรือใช้ให้คุ้มค่า ก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนลดลงไปด้วย ซึ่งก็ทำไม่ได้ยากเกินไป เช่น ปิดแอร์บ้างแล้วเปลี่ยนมาใช้พัดลม หรือน้ำที่ใช้ซักผ้าก็นำมาลดตดไม้ให้เกิดประโยชน์อีกต่อ เป็นต้น     4. ใช้บริการรถสาธารณะ ถึงแม้คุณจะมีรถอยู่แล้ว แต่ก็ไม่เห็นเป็นไรหากจะจอดไว้บ้านบ้างแล้วไปขึ้นรถสาธารณะเอา เดี๋ยวนี้มีให้เลือกตั้งหลายอย่าง ไม่ลำบากแถมประหยัดค่าน้ำมันไปได้เยอะเลย     5. เที่ยวแบบสวนกระแส นานๆไปเที่ยวสักครั้งก็ทำให้สมองปลอดโปร่งได้ แต่ทางที่ดีแนะนำให้เที่ยวแบบสวนกระแสดีกว่า เพราะช่วงไฮซีซั่นจะเป็นช่วงที่ที่พัก และของกินมักมีราคาแพง หากไปช่วงช่วงโลว์ซีซั่น นอกจากค่าใช้จ่ายจะถูก คนยังน้อยไม่ต้องเบียดเสียดกับใคร สบายกว่ากันเยอะ     6. ออกกำลังกายด้วยตัวเองที่บ้าน สุขภาพจะดีได้การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญ แต่สำหรับคนที่เบี้ยน้อยหอยน้อยก็ไม่จำเป็นต้องไปเข้าฟิตเนสหรืออะไรให้ยุ่งยากและเปลืองเงิน ออกกำลังกายที่บ้าน หรือ สวนสาธารณะก็ได้ ผลลัพธ์ไม่ต่างกันมันอยู่ที่ความตั้งใจของเราต่างหาก ประหยัดเงิน ไม่ใช่เรื่องยากเลยใช่ไหม เพราะฉะนั้นมาเริ่มประหยัดเพื่อสถานะทางการเงินที่ดีขึ้นกันดีกว่า ที่มา : https://masii.co.th/blog/เคล็ดลับประหยัดเงิน  
  • หากคุณ สมัครบัตรเครดิต ไปแล้ว กลับโดนปฏิเสธ คุณอาจสงสัยว่าทำไมในตอนแรก แต่ต่อมา เมื่อคุณเปิดดูจดหมายที่ธนาคารส่งมา คุณอาจทราบเหตุผลค่ะ ว่าเพราะเหตุนี้นี่เอง คุณถึงโดนปฏิเสธ ซึ่งเขาจะส่งมาหลังจากที่คุณสมัครไปแล้ว 7-10 วันค่ะ และสำหรับเหตุผลที่ธนาคารปฏิเสธคนที่สมัคร ส่วนใหญ่ก็มาจากเหตุผลดังต่อไปนี้ค่ะ… 1. ยอดเงินกู้สูงเกินไป 2. สมัครบัตรเครดิตมากเกินไป 3. รายได้น้อยเกินไป 4. มีบัตรเครดิตมากเกินไป 5. จ่ายบิลล่าช้า 6. มีหนี้บัตรเครดิตเยอะเกินไป 7. คุณไม่เคยมีประวัติทางการเงินมาก่อน 8. คุณยังมีอายุไม่ถึงเกณฑ์ 9. กรอกใบสมัครไม่ครบถ้วน ทั้งนี้ แต่ละข้อก็มีเหตุผลที่แตกต่างกันไปอีก เราลองมาดูรายละเอียดของแต่ละข้อกันเลยค่ะ… 1. ยอดเงินกู้สูงเกินไป หากคุณถูกปฏิเสธจากธนาคาร ขั้นแรก ลองสำรวจดูว่า คุณจ่ายหนี้เงินกู้ของคุณไปมากแล้วหรือยัง ถ้าสำรวจดูแล้วเห็นว่า ยอดเงินกู้ของคุณยังสูงอยู่ เราขอแนะนำให้คุณรีบไปจ่ายหนี้ให้หมด หรือให้หนี้ลดลงก่อนดีกว่าค่ะ เพราะการที่มียอดหนี้เงินกู้สูงเกินไป ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ธนาคารลังเลที่จะอนุมัติบัตรเครดิตให้คุณได้ค่ะ เนื่องจากธนาคารมองว่า คุณอาจไม่มีความสามารถพอที่จะจ่ายหนี้ได้หมดค่ะ 2. สมัครบัตรเครดิต มากเกินไป หากคุณสมัครบัตรเครดิตและสินเชื่อ ภายในระยะเวลาเดียวกันมากเกินไป ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่คุณถูกปฏิเสธจากธนาคารนะคะ (ถึงแม้ว่าคุณจะได้รับการอนุมัติจากธนาคารอื่นก็ตาม) ดังนั้น ควรสมัครแค่ธนาคารเดียวหรือ 2 ธนาคารในระยะเวลาเดียวกันเป็นดีที่สุดค่ะ 3. รายได้น้อยเกินไป ในความเป็นจริง ธนาคารต่าง ๆ จะเป็นผู้กำหนดเกณฑ์ของรายได้ขั้นต่ำเอง ว่ารายได้เท่าไหร่ จึงจะสมัครบัตรเครดิตได้ แต่คุณอาจถูกปฏิเสธได้ หากว่ามีรายได้ที่ไม่เพียงพอกับรายจ่าย แม้ว่ารายได้ของคุณจะอยู่ในเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารนั้นก็ตาม 4. มีบัตรเครดิตมากเกินไป บางคนอาจไม่รู้ว่าจำนวนบัตรเครดิตที่มากมายของตัวเองนั้น มีผลต่อการสมัครบัตรเครดิต ซึ่งความจริงแล้ว มีผลอย่างมากค่ะ เพราะการที่คุณมีบัตรเครดิตมากเกินไป ก็หมายความว่าคุณอาจจะมีหนี้บัตรเครดิตมากตามไปด้วย เป็นเหตุให้ธนาคารปฏิเสธการสมัครบัตรของคุณค่ะ 5. จ่ายบิลล่าช้า นอกจากธนาคารจะดูรายได้ของเรา และจำนวนของบัตรเครดิตแล้ว เขายังดูพฤติกรรมการใช้เงินของเราด้วย ว่าที่ผ่านมา เราจ่ายค่าต่าง ๆ ภายในวันที่กำหนดหรือไม่ หากคุณจ่ายบิลล่าช้าบ่อย ๆ เช่น บิลค่าไฟ บิลค่าน้ำ บิลค่าโทรศัพท์ ฯลฯ ธนาคารอาจลังเลที่จะอนุมัติบัตรเครดิตให้คุณได้ค่ะ 6. มีหนี้บัตรเครดิตเยอะเกินไป หากคุณมีหนี้บัตรเครดิตที่ยังไม่ชำระเกิน 6 เดือน มันอาจเป็นเหตุผลว่า ทำไมธนาคารถึงปฏิเสธการสมัครบัตรเครดิตของคุณ เพราะมันเป็นการบอกกลาย ๆ ว่าคุณมีความล้มเหลวในการควบคุมค่าใช้จ่ายค่ะ ดังนั้น ทางที่ดีคุณควรรีบชำระหนี้บัตรเครดิตเก่า ๆ ให้หมดโดยเร็วดีกว่านะคะ 7. คุณไม่เคยมีประวัติทางการเงินมาก่อน หากคุณไม่เคยสมัครบัตรใด ๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นบัตรเครดิตหรือสินเชื่อบุคคล อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ธนาคารปฏิเสธที่จะอนุมัติบัตรเครดิตให้คุณ หรือแม้กระทั่ง ในกรณีที่บัญชีธนาคารของคุณไม่เคยมีความเคลื่อนไหวเลยตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาค่ะ 8. คุณยังมีอายุไม่ถึงเกณฑ์ หากคุณมีอายุ 18 ปีหรือต่ำกว่านั้น แล้วไปสมัครบัตรเครดิต ธนาคารอาจไม่อนุมัติให้คุณ เพราะยังเป็นวัยที่ยังหารายได้เองไม่ได้ ยกเว้นกรณีที่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง ธนาคารอาจรับใบสมัครบัตรเครดิตของคุณมาพิจารณาค่ะ 9. กรอกใบสมัครไม่ครบถ้วน หากคุณกรอกใบสมัครไม่ครบถ้วน หรือลืมกรอกข้อมูลที่สำคัญ อาจเสี่ยงทำให้คุณถูกปฏิเสธจากธนาคารได้นะคะ ทางที่ดี คุณควรกรอกข้อมูลให้ครบถ้วน เมื่อกรอกข้อมูลเสร็จแล้ว อย่าลืมตรวจทานดูอีกรอบ ว่าคุณลืมกรอกจุดไหนไปหรือเปล่า จะได้ไม่เสี่ยงถูกธนาคารปฏิเสธค่ะ บัตรเครดิตก็มีทั้งผลดีและผลเสียนะคะ หากเรารู้จักการใช้มัน เราก็จะได้รับประโยชน์จากมันค่ะ แต่หากเราวางแผนการใช้จ่ายไม่เป็น หรือหลงระเริงไปกับการใช้บัตรเครดิต เมื่อนั้น หายนะอาจมาเยือนได้ค่ะ ที่มา : https://www.moneyguru.co.th/blog/สมัครบัตรเครดิต-ไม่ผ่าน
  •   เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมเราถึงขอกู้เงินไม่ผ่าน สมัครบัตรเครดิตก็ไม่เคยได้ ในขณะที่เพื่อนร่วมงาน ทำงานอยู่บริษัทเดียวกันตำแหน่งงานเดียวกันแท้ ๆ กลับได้รับการอนุมัติเสียอย่างนั้น วันนี้ เรามาตอบข้อสงสัยกันครับว่า การอนุมัติสินเชื่อเกี่ยวข้องอย่างไรกับการสร้างเครดิต และเราจะสร้างเครดิตให้ดีได้อย่างไร การพิจารณาให้เงินกู้หรือสินเชื่อ ในอดีต ระบบการให้เงินกู้ มักขึ้นอยู่กับความสนิทสนมกันระหว่างผู้ขอกู้กับผู้ให้กู้ เข้าลักษณะที่ว่า ใครสนิทกันมาก รู้จักนิสัยใจคอ พื้นฐานครอบครัวกันดี มีอาชีพการงานดี ก็จะขอกู้ได้ง่าย ได้วงเงินสูง แต่ในปัจจุบันนี้ การกู้ยืมเงินได้ขยายขอบเขตไปมากกว่าแค่ในวงของคนรู้จักกัน โดยปัจจุบัน ผู้ให้กู้มักเป็นสถาบันการเงิน ซึ่งออกเงินกู้ให้กับผู้ขอกู้จำนวนมาก การอนุมัติสินเชื่อจึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ข้อมูลในการพิจารณา มากกว่าเพียงแค่คำว่า รู้จักกัน หนึ่งในเกณฑ์การพิจารณาของผู้ออกสินเชื่อที่นอกเหนือจากข้อมูลทั่ว ๆ ไปอย่าง รายได้สุทธิ รายจ่าย ภาระหนี้ คือ คะแนนเครดิต (Credit Score) ซึ่งเป็นคะแนนเครดิตความน่าเชื่อถือของผู้สมัครขอสินเชื่อแต่ละราย โดยรวบรวมประวัติการชำระเงินจากสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกในเครดิตบูโร หรือบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ซึ่งสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกเหล่านี้ สามารถขอดูรายงานดังกล่าวเพื่อลดความเสี่ยงในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อได้ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้าน รถ สินเชื่อธุรกิจ รวมไปจนถึงการขอเปิดใช้งานบัตรเครดิตก็พิจารณาจากคะแนนเครดิตนี้เช่นกัน โดยคนที่มีคะแนนเครดิตสูงหมายความว่า มีประวัติดี แสดงถึงความมีวินัย และความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ จึงเป็นที่น่าเชื่อถือได้ว่า จะสามารถชำระหนี้ได้ในอนาคต หากได้รับการอนุมัติ ในขณะที่คนที่ไม่เคยกู้เงินใด ๆ เลย หรือไม่เคยแม้แต่จะมีบัตรเครดิต จึงไม่มีประวัติเกี่ยวกับคะแนนเครดิตในระบบ ในความเป็นจริง ถึงแม้คุณจะไม่มีหนี้ แถมมีเงินฝากในธนาคาร แต่ก็จะขาดหลักฐานที่แสดงให้เห็นได้ว่า คุณมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ดีแค่ไหน และในขณะเดียวกัน การที่คุณไม่มีบัตรเครดิต มองในอีกมุมหนึ่งก็อาจจะสื่อได้เช่นกันว่า คุณอาจจะไม่มีความน่าเชื่อถือพอที่จะได้รับการอนุมัติบัตรเครดิตจากสถาบันการเงินที่ใดเลย ทำอย่างไรให้ขออนุมัติผ่านฉลุย หากคุณคิดว่า อาจจะมีโอกาสขอสินเชื่อในอนาคตแล้วล่ะก็ การสร้างคะแนนเครดิตให้ดีไว้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย จริงไหมครับ แล้วเราจะสร้างคะแนนเครดิตได้อย่างไรล่ะ     สำหรับคนที่ไม่มีหนี้ และยังไม่มีบัตรเครดิต คุณสามารถสร้างเครดิตได้ด้วยการเลือกสมัครบัตรเครดิตสักใบที่เหมาะสมกับการใช้จ่ายประจำของคุณ และแบ่งการใช้จ่ายประจำที่มีอยู่แล้วมาชำระผ่านบัตรเครดิต เช่น จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ซื้อกองทุน หรือซื้อของใช้ในบ้าน ด้วยการผ่อน 0% ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ไม่ได้สร้างภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงการเปลี่ยนช่องทางการชำระเงิน และในขณะเดียวกัน เราก็จะสร้างเครดิตได้ด้วยในตัว ส่วนคะแนนสะสมในบัตรก็นับว่าเป็นของแถม     ชำระค่าบัตรเครดิตให้ตรงเวลา และชำระเงินเต็มจำนวนเสมอ เพื่อป้องกันดอกเบี้ย โดยหลักสำคัญ คือ ต้องเก็บประวัติที่มีความต่อเนื่อง เป็นระยะเวลานาน เพื่อแสดงความมีวินัยทางการเงินนั่นเอง     อย่าเพิ่งรีบปิดบัตร สำหรับคนที่ใช้บัตรเครดิต และมีประวัติชำระดีอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้มีความจำเป็นก็อย่าเพิ่งรีบปิดบัตร เก็บประวัติไว้สร้างคะแนนให้เราดีกว่า และอย่าสมัครบัตรใหม่บ่อยจนเกินไป เพราะจะทำให้ดูมีข้อน่าสงสัย     ควบคุมสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ประจำ และไม่ก่อหนี้ที่ไม่ก่อประโยชน์ในอนาคต ตัวอย่างหนี้ที่ดี เช่น สินเชื่อเพื่อการศึกษา และสินเชื่อกู้ซื้อที่อยู่อาศัย สำหรับคนที่เคยมีประวัติที่ไม่ดี เช่น เคยผิดนัดชำระ หรือมีหนี้ค้างชำระ คุณสามารถแก้ไขได้ด้วยการเริ่มสร้างประวัติใหม่ เพราะเครดิตบูโรจะเก็บข้อมูล 3 ปีย้อนหลังเท่านั้น ดังนั้น รีบทำประวัติให้ดีเสียแต่วันนี้ ก็ยังไม่สายสำหรับการสร้างเครดิต เพื่อโอกาสในการขอสินเชื่อในอนาคตครับ ที่มา : https://www.krungsri.com/bank/th/plearn-plearn/why-your-financial-credit-history-is-important.html
  • ความเชื่อนั้นเปรียบเสมือนเข็มทิศ การมีความเชื่อที่ผิดย่อมทำให้ชีวิตหลงทาง แน่นอนครับ ไม่มีใครอยากตกอยู่ในสภาวะของการเป็นลูกหนี้ ก่อนที่จะสายเกินไป วันนี้เรามาเช็คกันครับว่า คุณมีความเชื่อผิดๆ ที่อาจทำให้ชีวิตติดหนี้กันอยู่หรือเปล่าครับ   1.       “ทำงานแล้ว ต้องมีบ้าน มีรถ มีบัตรเครดิต” ไม่ว่าจะบ้าน หรือรถ ล้วนเป็นค่าใช้จ่าย ไม่ใช่การลงทุนเพราะไม่ก่อให้เกิดรายได้ ยิ่งการกู้เงินไปซื้อ นอกจากจะไม่สร้างรายได้แล้ว ยังสร้างภาระดอกเบี้ยเงินผ่อนเสียอีก ดังนั้น น้อง ๆ ที่เพิ่งเริ่มทำงาน อย่าเพิ่งรีบสร้างหนี้นะครับ ทำงานเก็บเงินก้อน และซื้อบ้าน ซื้อรถเมื่อพร้อมจะดีกว่า ส่วนเรื่องบัตรเครดิตเนี่ย ถ้าคุณไม่สามารถควบคุมการใช้จ่ายของตัวเองได้ ก็อย่าทำบัตรเครดิตเลยครับ เพราะจะเป็นการเพิ่มช่องทางสู่การเป็นหนี้ในอนาคตเสียเปล่า ๆ 2.       “ซื้อเงินผ่อนสิดี จะจ่ายเงินก้อนโตไปทำไม” สู้เอาเงินที่เหลือไปซื้ออย่างอื่นดีกว่า จริง ๆ ควรจะคิดว่า จ่ายสดสิดีกว่า เพราะไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเงินผ่อนนะครับ 3.       “จ่ายค่าบัตรเครดิต จ่ายแค่ขั้นต่ำก็พอแล้ว” ผิดถนัดเลยครับ การชำระเงินขั้นต่ำ จะสร้างภาระดอกเบี้ยให้คุณชำระในเดือนถัดไป เพราะฉะนั้น ถ้าไม่อยากเสียเงินเพิ่ม อย่าลืมชำระให้เต็มยอดทุกครั้งนะครับ 4.       “ราคาถูกขนาดนี้ ซื้อ ๆ ไปก่อน เดี๋ยวก็ได้ใช้เองแหละ” คิดดูให้ดี ๆ นะครับว่า ระหว่างความคุ้มกับความจำเป็น คุณควรให้น้ำหนักกับสิ่งไหนมากกว่ากัน ถ้ายังนึกภาพไม่ออก ลองไปเปิดตู้เย็นดูว่า มีของที่หมดอายุไปเยอะแค่ไหน หรือมีเสื้อที่ไม่เคยใส่กี่ตัวในตู้ เหล่านี้แหละครับตัวอย่างของการซื้อของเพราะความคุ้ม 5.       “ชีวิตนี้จะอยู่ไปอีกกี่ปี เกิดมาทั้งที ต้องใช้ชีวิตให้สุด” เอาเลยครับ กิน เที่ยวให้เต็มที่ มีประสบการณ์ดี ๆ ให้เก็บไว้ในความทรงจำเพียบ แต่ไม่มีเงินเหลือให้เก็บในบัญชีสักบาท คงไม่ดีแน่หากสภาพของคุณในช่วงบั้นปลายชีวิตที่แสนจะยืนยาว ต้องอยู่ในร่างกายที่ย่ำแย่ ไม่มีเงิน ซ้ำรายเป็นหนี้ ดังนั้น เริ่มเก็บเงิน และดูแลสุขภาพกันเถอะครับ อย่าหวังพึ่งลูกหลานเลย ปล่อยให้เค้าดูแลชีวิตตัวเองให้ดีก็พอแล้ว 6.       “ประกันชีวิต… ทำไปก็ไม่ได้ใช้” ผมเป็นคนแข็งแรง ไม่เห็นเคยจะป่วยอะไรหนัก ๆ ที่บ้านก็ไม่มีใครมีประวัติเป็นโรคร้าย แน่นอนครับว่า การซื้อประกันเป็นการซื้อเพื่ออนาคต เพราะฉะนั้น ถ้าคุณคิดว่า ชีวิตคุณยังมีอนาคต ก็จงเตรียมความพร้อมไว้เถอะครับ เกิดเจ็บหนักขึ้นมา จะได้มีเงินค่ารักษา 7.       “LTF / RMF ซื้อแล้วเงินจม” ซื้อ LTF ปีนี้ อีกห้าปีได้ใช้ ส่วน RMF กว่าจะได้ใช้เงินก็ตอนแก่ แต่หากคิดในอีกมุมหนึ่ง ก็จะหมายความว่า เมื่อแก่ตัวไป เราก็มีเงินจาก RMF มาใช้ จริงไหมครับ 8.       “เดี๋ยวมันก็มีทางออกเองล่ะน่า” ใช่ครับ ทุกปัญหามีทางออก “ถ้า” มีการลงมือแก้ไข ไม่ใช่การนั่งรอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วย เช่น หากตอนนี้คุณเป็นหนี้ คุณต้องรู้แล้วครับว่า เดือนนี้คุณต้องทำอะไร แล้วแผนของการปลดหนี้คืออะไร        ตั้งเข็มทิศให้ถูกต้อง แล้วออกเดินทางไปสู่ชีวิตที่มีอิสรภาพ ไร้หนี้หลังเกษียณ"       ใครมีหนึ่งในความเชื่อข้างต้น ควรรีบลบความเชื่อผิด ๆ ออก แล้วปรับทัศนคติเสียใหม่นะครับ ตั้งเข็มทิศให้ถูกต้อง แล้วออกเดินทางไปสู่ชีวิตที่มีอิสรภาพ ไร้หนี้หลังเกษียณกันครับ ที่มา : https://www.krungsri.com/bank/th/plearn-plearn/believe-wrong-make-debt.html
  • ปัญหาหนึ่งของคนมีหนี้บัตรเครดิตที่ยังไม่มีวินัยในการใช้จ่ายเงิน แถมใช้จ่ายเงินด้วยความฟุ่มเฟือยหรือใช้จ่ายเงินไม่เป็น อาจก่อให้เกิดปัญหาไม่สามารถจ่ายชำระหนี้ได้ทันเวลาที่กำหนด ส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามมา ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้ ค่าปรับจากการผิดเงื่อนไขการชำระ ดอกเบี้ยที่คิดจากยอดค้างชำระ ทั้งนี้ ยังไม่รวมผลเสียจากความเครียดที่มีเพิ่มขึ้น และสุขภาพจิตที่เสียไปเมื่อขาดเงินชำระหนี้  เริ่มแรกเมื่อใช้บัตรเครดิตใหม่ๆ ไม่มีใครคิดอยากเป็นหนี้ แต่พอเริ่มใช้สักระยะหนึ่งแล้ว รู้สึกว่าตนเองมีกำลังซื้อจากเงินในอนาคตมากขึ้น จากเดิมที่เคยชำระแบบเต็มวงเงิน เริ่มเปลี่ยนเป็นการชำระเพียงบางส่วน ดังนั้น หากไม่มีวินัยในการใช้เงินที่ดีแล้ว จะเริ่มมีการค้างชำระหนี้บัตรเครดิตจาก 1 เดือน เป็น 2 เดือน 3 เดือน และในที่สุดก็ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ซึ่งส่งผลต่อการขอกู้เงิน หรือการขอสินเชื่อในครั้งต่อๆ ไป เช่น ในอนาคตหากมีความประสงค์ต้องการซื้อบ้าน รถยนต์ จะทำให้สูญเสียโอกาสในการกู้เงิน เพราะการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินต่างๆ ในปัจจุบัน ใช้วิธีดูประวัติการผ่อนชำระผ่านทางระบบข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (Credit Bureau) กล่าวคือ หากเป็นผู้ที่มีประวัติการผ่อนชำระไม่ดี อาจไม่สามารถกู้เงินได้อีกในครั้งต่อไป ดังนั้น คุณผู้อ่านควรรู้จักวิธีบริหารจัดการหนี้ เผื่อไว้สำหรับเวลาที่เดือดร้อนเรื่องเงินจริงๆ จะได้สามารถพึ่งพาเครดิตของตัวเองได้ ไม่ต้องไปขอหยิบขอยืมเงินใครมาใช้สำหรับวิธีบริหารจัดการหนี้นั้น ขอเริ่มจากหนี้ที่ง่ายที่สุด คือ หนี้บัตรเครดิต การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมีความง่ายและสะดวกสบาย แต่หากขาดการวางแผนที่ดี อาจก่อให้เกิดเป็นหนี้สินได้ หนี้บัตรเครดิตเป็นหนี้อันดับแรกที่ควรชำระ เนื่องจากดอกเบี้ยสูงและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะสถาบันการเงินผู้ออกบัตรเครดิตจะเริ่มคิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่มีการจ่ายเงินแทนลูกค้าออกไป สำหรับเทคนิคการบริหารจัดการหนี้บัตรเครดิตอย่างถูกวิธีนั้น มีดังต่อไปนี้ ไม่มีเงินจ่าย อย่าได้รูดบัตร ใช้จ่ายให้น้อยกว่า หรือเท่ากับเงินสดที่มีเท่านั้น ชำระเต็มจำนวน... ตรงตามเวลา จะช่วยลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย รวมถึงค่าปรับต่างๆ ได้ ถือบัตรที่เหมาะกับ Lifestyle มีส่วนช่วยลดค่าใช้จ่ายบางส่วนลงได้ เช่น เติมน้ำมันผ่านบัตรเครดิตให้ส่วนลดสูงถึง 5% เติมเงินค่าเดินทางรถไฟฟ้าผ่านบัตรเครดิตมีส่วนลดพิเศษ เป็นต้น อ่าน Statement อย่างละเอียด เพื่อทบทวนรายจ่ายในแต่ละเดือน ใช้ Statement เป็นบันทึกการใช้จ่าย ลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็น ใช้สิทธิประโยชน์จาก Point อย่างเหมาะสม ไม่เป็นเหยื่อโปรโมชั่นของบัตรเครดิต สำหรับผู้ที่เริ่มมีหนี้บัตรเครดิต และต้องการหาทางออก มีเคล็ดลับดีๆ ในการลดหนี้ ก่อนอื่นควรรู้จักกับหนี้ที่เหมาะสมของบัตรเครดิตก่อน คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า มีหนี้บัตรเครดิตเท่าไร ถึงจะไม่เกินตัว สำหรับจำนวนหนี้ที่ต้องผ่อนชำระบัตรเครดิตนั้น   ไม่ควรเกิน 10% ของรายได้สุทธิต่อเดือน หรือ ไม่ควรกู้เกิน 20% ของรายได้สุทธิตลอดทั้งปี เพราะจะส่งผลต่อการผ่อนชำระหนี้ได้ ทั้งนี้ เคล็ดลับในการลดหนี้บัตรเครดิต ขอแนะนำเทคนิคดีๆ ที่ควรรู้ มีดังต่อไปนี้อันดับแรกต้องใจแข็งไม่ก่อหนี้เพิ่ม ซื้อเฉพาะสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น อาหาร ยารักษาโรค ค่าเดินทางมาทำงาน เสื้อผ้าตามความจำเป็น ฯลฯ มีข้อคิดดีๆ สำหรับการประหยัดเงินเพื่อมาชำระหนี้เพิ่ม คือ “ถึงแม้ว่าจะถูกแค่ไหน ถ้าไม่ใช้ ก็ไม่ซื้อ”