รณรงค์ป้องกันหนี้

รณรงค์ป้องกันหนี้

  • “เลือกเปลี่ยนเงื่อนไขสัญญาวงเงินกู้ใหม่จากการรีไฟแนนซ์ให้เหมาะสมตามความจำเป็น” ในช่วงแรกของการผ่อนชำระหนี้บ้านธนาคารมักให้อัตราดอกเบี้ยคงที่ หรืออัตราดอกเบี้ยโปรโมชั่น เพื่อจูงใจให้เราตัดสินใจกู้ซื้อบ้านกับธนาคารนั้นๆ เชื่อว่าหลายคนเมื่อผ่อนชำระหนี้บ้านไปสักระยะหนึ่ง โดยผ่านพ้นอัตราดอกเบี้ยโปรโมชั่นไปแล้ว ก็มักคิดที่จะหาดอกเบี้ยถูกด้วยการรีไฟแนนซ์ไปธนาคารอื่น แต่รู้หรือไม่ว่าการรีไฟแนนซ์เราสามารถเปลี่ยนเงื่อนไขบางอย่างเพื่อให้เป็นประโยชน์มากขึ้นซึ่ง K-Expert มีคำแนะนำดีๆ มาฝากดังนี้ค่ะ เพิ่มผู้กู้ สร้างความสามารถในการชำระหนี้เมื่อมีความจำเป็นที่ต้องขอสินเชื่อเพิ่ม เช่น จำเป็นต้องกู้ซื้อรถยนต์ไปใช้ในการทำงานหรือทำธุรกิจ หรือต้องการกู้เงินเพื่อใช้ศึกษาต่อ แต่ความสามารถในการชำระหนี้ไม่เพียงพอ เพราะติดภาระผ่อนหนี้บ้านอยู่ การรีไฟแนนซ์สามารถเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ด้วยการเพิ่มผู้กู้ที่เป็นเครือญาติได้ค่ะ ซึ่งหลังจากที่เรารีไฟแนนซ์โดยเปลี่ยนจากการกู้คนเดียวเป็นการกู้ร่วมแล้ว ในการขอสินเชื่อครั้งต่อไป ภาระผ่อนที่ธนาคารนำไปพิจารณาก็จะหารตามจำนวนผู้กู้ร่วมแทนที่จะคิดเต็มจำนวน ทั้งนี้การกู้ร่วมช่วยให้เรามีโอกาสกู้ผ่านได้ก็จริง แต่ควรให้ความสำคัญกับการผ่อนชำระหนี้ด้วยค่ะว่า มีรายได้เพียงพอสำหรับการชำระหนี้หรือไม่ ในกรณีที่เราต้องเป็นผู้จ่ายชำระหนี้เพียงคนเดียวซึ่งอาจจะส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาทางด้านการเงินได้ หากมีรายได้ตามที่แจ้งกับธนาคารเท่านั้น แต่ถ้ามีรายได้อื่นๆ ที่ธนาคารไม่ได้นำมารวม เช่น รายได้จากอาชีพเสริม ก็จะช่วยให้เรามีรายได้เพิ่มในการจ่ายชำระหนี้ได้เป็นปกติ และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการผ่อนชำระหนี้ แนะนำว่าควรมีภาระผ่อนต่อเดือนไม่เกิน 30% ของรายได้ค่ะ เช่น มีรายได้เดือนละ 40,000 บาท ควรมีภาระผ่อนต่อเดือนไม่เกิน 12,000 บาท เพิ่มระยะเวลาผ่อน ลดภาระค่าใช้จ่ายหากใครที่ทำสัญญาวงเงินกู้กับธนาคารเดิมไว้ โดยเลือกระยะเวลาการผ่อนชำระสั้นกว่าที่ธนาคารกำหนด เช่น มีสิทธิที่จะกู้ได้สูงสุดถึง 30 ปี แต่เลือกกู้เพียงแค่ 15 ปี ทำให้ยอดผ่อนชำระต่อเดือนเป็นจำนวนเงินที่สูง หากต่อมาปัจจุบันมีภาระค่าใช้จ่ายอย่างอื่นเพิ่มมากขึ้น ทำให้ไม่สามารถผ่อนหนี้บ้านได้ตามปกติ การรีไฟแนนซ์สามารถเลือกยืดระยะเวลาการผ่อนครั้งใหม่ ให้ผ่อนได้ยาวขึ้น ซึ่งจะทำให้ค่าผ่อนต่อเดือนลดลง โดยระยะเวลาผ่อนที่เลือกใหม่จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งใหม่กำหนด อย่างไรก็ตามการเพิ่มระยะเวลาในการผ่อนชำระถึงแม้จะช่วยให้ภาระผ่อนต่อเดือนน้อยลงก็จริง แต่ต้องไม่ลืมว่าการผ่อนชำระด้วยจำนวนเงินที่น้อยลงจะส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายโดยรวมสูงขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับการผ่อนสั้นด้วยจำนวนเงินที่มากกว่า เพิ่มวงเงิน มีเงินไว้ใช้จ่ายยามจำเป็นสำหรับวงเงินกู้ของการรีไฟแนนซ์ไม่จำเป็นต้องเท่ากับภาระหนี้คงเหลือจากธนาคารเดิมเสมอไปค่ะ ถ้าหากใครที่กำลังคิดจะรีไฟแนนซ์ และมีความจำเป็นต้องใช้เงิน เช่น อยากซ่อมแซมบ้าน ก็สามารถขอวงเงินเพิ่มให้สูงกว่าภาระหนี้คงเหลือได้ ซึ่งวงเงินทั้งหมดจะต้องไม่เกินมูลค่าหลักประกันตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด เช่น วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 80% ของราคาประเมิน หรือบางธนาคารอาจกำหนดเงื่อนไขการได้เพิ่มวงเงิน เช่น สามารถขอเพิ่มได้ไม่เกิน 5 ล้านบาท เป็นต้น แต่การขอวงเงินเพิ่มธนาคารจะต้องพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ประกอบด้วยค่ะว่า รายได้เมื่อเปรียบเทียบกับภาระหนี้แล้วเพียงพอ สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนดหรือไม่ ที่มา : https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Home_A020.aspx
  • สิ่งที่ควรรู้เมื่อขอกู้เงิน​​​​​หากมีความจำเป็นต้องขอสินเชื่อ สิ่งสำคัญอันดับแรกที่เราต้องพิจารณาคือความสามารถในการชำระหนี้ของตนเอง จากนั้นจึงเลือกประเภทของสินเชื่อให้เหมาะสมกับความต้องการ แล้วทำความเข้าใจในกระบวนการและเงื่อนไขในการขอสินเชื่อ เพื่อให้เราสามารถเตรียมตัวให้พร้อมและได้รับอนุมัติสินเชื่อตามที่ยื่นขอเอกสารที่ใช้ในการขอสินเชื่อการเตรียมเอกสารหลักฐานประกอบคำขอสินเชื่อนั้นอาจแตกต่างกันไปตามประเภทของสินเชื่อ ซึ่งเอกสารประกอบคำขอสินเชื่อแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก คือ  เอกสารประจำตัว เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาบัตรข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาทะเบียนสมรส ทะเบียนหย่า หรือใบมรณบัตร สำเนาหลักฐานการเปลี่ยนชื่อ สกุล (ถ้ามี) กรณีนิติบุคคล อาจใช้สำเนาทะเบียนการค้า หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล  เอกสารเกี่ยวกับรายได้ เช่น 2.1 ผู้มีรายได้ประจำ ใบรับรองเงินเดือน หรือหลักฐานการรับ/จ่ายเงินเดือนจากนายจ้าง สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร 2.2 ผู้มีอาชีพอิสระ กรณีเป็นสัญญาจ้าง อาจใช้สำเนาสัญญาว่าจ้างและหลักฐานการจ่ายเงินค่าจ้าง กรณีเป็นแพทย์ ทนายความ ผู้สอบบัญชี วิศวกร สถาปนิก ควรแสดงใบอนุญาตประกอบวิชาชีพด้วย บัญชีเงินฝาก พร้อมใบแจ้งยอดบัญชี หรือสเตทเมนต์ (statement) ของบัญชีเงินฝากของตนเองหรือของกิจการย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน หลักฐานรายได้หรือทรัพย์สินอื่นๆ เช่น ใบหุ้น พันธบัตรรัฐบาล บัญชีเงินฝากธนาคาร 2.3 นิติบุคคล สำเนางบการเงินปีล่าสุด และย้อนหลังไม่น้อยกว่า 3 ปี สำเนาแสดงรายการภาษีเงินได้ประจำปี สำเนาเอกสารสิทธิในทรัพย์สินที่เสนอเป็นหลักประกัน แผนที่แสดงที่ตั้งสถานประกอบการ  เอกสารอื่นๆ เช่น สำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย หรือสัญญามัดจำ สำเนาโฉนดที่ดิน หรือสำเนาหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ สัญญากู้เงิน และสัญญาจำนองจากสถาบันการเงินเดิม ในกรณีมีผู้กู้ร่วม จะต้องมีหลักฐานประจำตัว และหลักฐานรายได้ของผู้กู้ร่วม ในกรณีที่ขอสินเชื่อเพื่อธุรกิจ สิ่งที่จำเป็นคือแผนธุรกิจ เช่น แผนธุรกิจของ SMEs แผนโครงการที่ต้องการดำเนินการ ทั้งนี้ เอกสารในการยื่นขอสินเชื่อแต่ละประเภทอาจแตกต่างกันออกไป ดังนั้น เราควรศึกษาหรือสอบถามรายละเอียดจากผู้ให้สินเชื่ออีกครั้ง นอกจากนี้ ในการขอสินเชื่ออาจมีแบบฟอร์มอื่น ๆ ที่แนบมา ซึ่งเราควรพิจารณาก่อนกรอกข้อมูลและลงนาม เช่น แบบคำยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว เพื่อขอตรวจสอบประวัติเครดิตจาก เครดิตบูโร และนำมาวิเคราะห์การให้วงเงินสินเชื่อที่เหมาะสม แบบคำขออนุญาตให้เจ้าหน้าที่ของผู้ให้สินเชื่อติดต่อ แนะนำสินค้าอื่น หรือให้ข้อมูลแก่ผู้อื่น ซึ่งเรามีสิทธิเลือกที่จะลงนามหรือไม่ก็ได้ ใบคำขอประเภทอื่น เช่น คำขอมีบัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล หรือบริการแจ้งเตือน SMS การค้ำประกันและหลักประกันการค้ำประกันและหลักประกันเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผู้ให้สินเชื่ออาจใช้ประกอบการพิจารณาให้สินเชื่อ เพื่อให้มั่นใจว่าหากผู้ขอสินเชื่อชำระหนี้ไม่ได้ สถาบันการเงินยังมีทางที่จะได้เงินคืน เช่น สามารถยึดหลักประกันมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ที่ค้างอยู่ หรือให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทน โดยหลักทรัพย์ที่นิยมนำมาเป็นหลักประกัน เช่น เงินฝาก พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงิน หุ้นกู้ และอสังหาริมทรัพย์ ในกรณีสินเชื่อที่มีบุคคลค้ำประกัน สถาบันการเงินก็จะพิจารณาถึงความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ค้ำประกันประกอบด้วย สิ่งที่ควรทำเมื่อเป็นผู้ค้ำประกันอย่าลืมว่าผู้ค้ำประกันไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบที่จะเกิดตามมาได้หากลูกหนี้ผิดสัญญา ดังนั้น หากต้องเป็นผู้ค้ำประกันให้ผู้อื่นควรปฏิบัติดังนี้ อ่านเงื่อนไขในการค้ำประกันให้ละเอียด ทำความเข้าใจเกี่ยวกับขอบเขตความรับผิดชอบในฐานะผู้ค้ำประกัน  ตรวจสอบความถูกต้องของวงเงินและประเภทของสินเชื่อที่ค้ำประกันที่ระบุในสัญญา ซึ่งแบงก์ชาติกำหนดว่าจะต้องระบุวงเงินของเงินต้นที่ค้ำประกันในสัญญาให้ชัดเจน และห้ามทำข้อตกลงว่าให้ผู้ค้ำประกันทำสัญญาค้ำประกันแบบไม่จำกัดจำนวน  หากสงสัยอะไรรีบถามก่อนลงชื่อในสัญญา             เกณฑ์ที่สถาบันการเงินใช้พิจารณาสินเชื่อในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อจะขึ้นอยู่กับนโยบายและหลักเกณฑ์ของผู้ให้สินเชื่อแต่ละราย โดยทั่วไปแล้วมีปัจจัยหลัก ๆ ที่ใช้ประกอบการพิจารณา คือ นโยบายสินเชื่อของผู้ให้สินเชื่อ เช่น ผู้ให้สินเชื่อบางรายอาจกำหนดว่าผู้ยื่นขอสินเชื่อต้องไม่มีประวัติการค้างชำระในช่วง 12 เดือนย้อนหลัง หรืองดให้สินเชื่อแก่ลูกค้าใหม่ในกลุ่มอาชีพหรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง วัตถุประสงค์ในการขอสินเชื่อ เช่น ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจ หรือลงทุนขยายโรงงาน ซึ่งจะเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคต คุณลักษณะและความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ขอสินเชื่อ ซึ่งสถาบันการเงินส่วนใหญ่จะใช้หลัก 5 Cs ประกอบด้วย  Character คือ คุณลักษณะและความน่าเชื่อถือของผู้ขอสินเชื่อ วินัยในการใช้และการชำระสินเชื่อในอดีต ซึ่งบอกถึงความสามารถในการใช้หนี้และการบริหารจัดการสินเชื่อ เช่น ในกรณีบุคคลธรรมดาอาจพิจารณาอายุ อาชีพ สถานะภาพสมรส ส่วนกรณีผู้ขอสินเชื่อประกอบธุรกิจอาจพิจารณาประเภทของธุรกิจ ประวัติของผู้บริหาร ระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจ  Capacity คือ ความสามารถในการจ่ายชำระหนี้คืนได้ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ รวมถึงความมั่นคงของรายได้ที่จะนำมาชำระหนี้ในอนาคต เช่น รายได้ในปัจจุบัน ภาระหนี้สินที่มีอยู่ ประวัติการชำระยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและสินเชื่ออื่น ๆ  Capital คือ เงินทุน สินทรัพย์ หรือเงินฝากของผู้ขอสินเชื่อ เพื่อเป็นหลักประกันการให้กู้ยืม ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสินเชื่อธุรกิจ แม้ว่าสินทรัพย์เหล่านี้จะไม่ใช่แหล่งเงินสำหรับชำระหนี้ แต่จะเป็นแหล่งเงินสำรองสำหรับการชำระหนี้ของผู้ขอสินเชื่อในกรณีที่เกิดปัญหาไม่สามารถชำระหนี้ได้  Collateral คือ ผู้ค้ำประกันหรือหลักประกันที่ผู้ขอสินเชื่อนำมาจำนำ หรือจำนองเพื่อให้สถาบันการเงินมีความมั่นใจและลดความเสี่ยงหากผู้ขอสินเชื่อไม่ชำระหนี้ตามกำหนด ซึ่งสามารถให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทนหรือนำหลักประกันมาขายทอดตลาดได้ตามที่กฎหมายกำหนด  Conditions คือ ปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อรายได้ของผู้ขอสินเชื่อ เช่น เศรษฐกิจ เงินเฟ้อ ความมั่นคงในรายได้และการงาน ปัญหาสงคราม สิ่งแวดล้อม ที่มีผลกระทบต่อความเป็นไปได้ของโครงการลงทุนหรือรายได้ของผู้ขอสินเชื่อ ซึ่งจะมีผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคต ดังนั้น ถ้าหากผู้ขอสินเชื่อเป็นผู้มีอาชีพการงานและรายได้มั่นคง ไม่เคยมีหนี้สินล้นพ้นตัว มีความสามารถในการชำระหนี้ การขอสินเชื่อก็คงไม่ติดปัญหาอะไร แต่หากไม่มีหน้าที่การงานที่มั่นคง ไม่มีเอกสารใบรับรองเงินเดือน โอกาสการได้เงินกู้ยังคงมีอยู่ เพราะอาจใช้หลักฐานทางการเงินอื่น ๆ ทดแทนได้ เช่น ใบแจ้งยอดบัญชี หรือสเตทเมนต์ (Statement) ของบัญชีเงินฝากสิทธิของผู้ขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินกรณีไม่ได้รับอนุมัติหรือถูกปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงิน *หากผู้ขอสินเชื่อถูกปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ผู้ขอสินเชื่อสามารถขอทราบเหตุผลของการไม่อนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงินเป็นลายลักษณ์อักษรได้ ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ขอสินเชื่อมีข้อมูลที่สามารถนำมาใช้ปรับปรุงศักยภาพ และสามารถขอสินเชื่อได้ใหม่ในอนาคต โดยตัวอย่างคำชี้แจง เช่น รายได้ไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ มูลหนี้คงค้างสูงเกินไป นอกจากนั้น ในกรณีการขอสินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ หากถูกปฏิเสธสินเชื่อ ก็สามารถขอรับคืนเอกสารสำคัญที่เคยยื่นไว้เพื่อประกอบการพิจารณาสินเชื่อได้ เช่น งบการเงิน แผนประกอบธุรกิจ รายละเอียดหลักประกัน โดยสถาบันการเงินจะต้องคืนให้ภายในเวลาอันควร * ไม่ใช้บังคับกับ Non-bank ที่เป็นผู้ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อบัตรเครดิต การติดตามทวงถามหนี้​​หากเราไม่ได้ชำระหนี้เมื่อถึงเวลาที่กำหนดไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ผู้ให้สินเชื่อก็อาจเริ่มติดต่อเรา เช่น โทรศัพท์มาหาเพื่อแจ้งให้ไปจ่ายเงิน โดยส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่ของผู้ให้สินเชื่อจะเป็นผู้ติดต่อเราในช่วงแรก แต่หากเวลาผ่านไปและเราก็ยังไม่ได้ไปจ่าย ผู้ให้สินเชื่ออาจจ้างตัวแทนซึ่งเป็นบริษัทภายนอกหรือที่เรียกว่า outsource ให้ติดตามทวงถามหนี้ (หรือเรียกเก็บหนี้) แทนทั้งนี้ แบงก์ชาติได้กำหนดแนวนโยบายในการติดตามทวงถามหนี้ เพื่อให้สถาบันการเงินและ Non-bank ติดตามทวงถามหนี้อย่างเหมาะสม ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี ​​​​ติดตามทวงถาม​ได้เฉพาะภายในเวลาที่กำหนด วันจันทร์ – วันศุกร์ ภายในเวลา 8.00 น. – 20.​00 น. วันหยุดราชการ ภายในเวลา 8.00 น. – 18.00 น.​ ​ต้องแสดงตัวและแจ้งวัตถุประสงค์ในการติดตามทวงถามหนี้ กรณีเป็นสถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต และผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ ต้องแจ้งชื่อ และวัตถุประสงค์ในการติดต่อให้ลูกหนี้ได้รับทราบอย่างถูกต้องเหมาะสม กรณีเป็นผู้ให้บริการเรียกเก็บหนี้ (ตัวแทน) ต้องแสดงเอกสารว่าได้รับอนุญาตจากสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจให้ทำการแทน ต้องใช้วิธีการเรียกเก็บหนี้ที่เหมาะสม ไม่ให้เรียกเก็บหนี้จากบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ลูกหนี้ เช่น ญาติพี่น้องหรือเพื่อนร่วมงาน เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากลูกหนี้หรือเป็นสิทธิตามกฎหมาย เช่น การเรียกเก็บหนี้จากผู้ค้ำประกัน กรณีที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ไม่รบกวนหรือรังควานลูกหนี้โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เช่น การติดต่อทางโทรศัพท์โดยไม่เปิดเผยชื่อ หรือติดต่อหลายครั้งจนทำให้ลูกหนี้หรือบุคคลอื่นเกิดความรำคาญ ไม่ใช้คำพูดที่รุนแรง หรือหยาบคาย ข่มขู่ และคุกคามในลักษณะที่ผิดกฎหมายเพื่อให้ลูกหนี้ชำระหนี้ ห้ามปลอมแปลง บิดเบือนข้อมูล เอกสาร หรือแสดงท่าทางอันทำให้ลูกหนี้สำคัญผิดว่าเอกสารเรียกเก็บหนี้หรือเอกสารที่ใช้ในการติดต่อกับลูกหนี้นั้นออกโดย หรือได้รับอนุญาต หรือได้รับการรับรองจากหน่วยงานของรัฐ หรือเครดิตบูโร​​  ต้องเก็บรักษาความลับของลูกหนี้ ห้ามเปิดเผยข้อมูลหนี้ของลูกหนี้ให้บุคคลอื่นทราบระหว่างติดต่อทวงถามหนี้ แม้จะเป็นบุคคลในครอบครัว ยกเว้นได้รับความยินยอมจากลูกหนี้  ต้องให้หลักฐานแสดงการรับเงินจากลูกหนี้ที่เหมาะสมและมีผลในทางกฎหมาย ที่มา : http://www.1213.or.th/th/serviceunderbot/loans/Pages/beforeloan.aspx
  • การเงินนอกระบบ​​​การเงินนอกระบบไม่ได้หมายถึงหนี้นอกระบบเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงแชร์ลูกโซ่ การระดมทุน หรือการใช้เงินในการทำธุรกิจที่ไม่อยู่ภายใต้ระบบการควบคุมกำกับดูแลของทางราชการ ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งที่มิจฉาชีพมักจะแฝงตัวเข้าไปหลอกเงินจากเหยื่อลักษณะกลโกงการเงินนอกระบบเงินกู้นอกระบบเงินกู้โดยตรง ผู้ให้บริการเงินกู้นอกระบบมักเป็นผู้ให้กู้ที่ไม่อยู่ในระบบสถาบันการเงิน ส่วนมากจะคิดดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าสถาบันการเงินกำหนด โดยจะบอกตัวเลขดอกเบี้ยหรือเงินคืนน้อย ๆ เพื่อดึงดูดผู้กู้ นอกจากนี้ผู้ให้กู้บางรายยังบังคับให้ลูกหนี้เซ็นสัญญาเงินกู้ที่ไม่ได้กรอกข้อความ หรือระบุจำนวนเงินกู้เกินจริง เช่น กู้ 10,000 บาท แต่ให้กรอกตัวเลขสูงถึง 30,000 บาท แต่ที่น่ากลัวคือ การทวงหนี้ด้วยวิธีที่โหดร้ายหรือผิดกฎหมาย เช่น ขู่กรรโชก ประจาน หรือทำร้ายร่างกาย ข้อสังเกตจำนวนจ่ายคืนหรือดอกเบี้ยที่นายทุนเงินกู้แจ้งต่อผู้กู้นั้น มักจะเป็นจำนวนจ่ายคืนหรือดอกเบี้ยต่อวันเพื่อให้ผู้กู้รู้สึกว่าเป็นจำนวนเงินน้อย แต่เมื่อคำนวณเงินที่ต้องจ่ายคืนเทียบกับเงินต้นแล้วจะพบว่าดอกเบี้ยที่นายทุนเงินกู้เรียกเก็บ จะสูงกว่าสถาบันการเงินที่มีทางการกำกับดูแลเป็นจำนวนมากสัญญาอำพรางเงินกู้ (หลีกเลี่ยงการให้กู้โดยตรง)นายทุนเงินกู้จะให้ผู้กู้ใช้บัตรผ่อนสินค้าหรือบัตรเครดิตซื้อสินค้าที่มีมูลค่าแพงว่าเงินกู้ เช่น ต้องการกู้เงิน 20,000 จะให้ซื้อสินค้ามูลค่า 26,000 บาท เมื่อได้สินค้านายทุนเงินกู้จะให้ผู้กู้นำสินค้านั้นมาแลกกับเงินกู้จำนวน 20,000 บาท แล้วผู้กู้จะต้องรับผิดชอบชำระค่าสินค้ากับบริษัทบัตรผ่อนสินค้าหรือบัตรเครดิตพร้อมทั้งดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมอื่น ๆข้อสังเกตนายทุนเงินกู้ไม่ต้องรับความเสี่ยงในการปล่อยกู้เงินในครั้งนี้ เพราะทันทีที่จ่ายเงินให้กับผู้กู้ไป นายทุนเงินกู้จะได้รับสินค้าที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินที่จ่ายให้ผู้กู้ไป กลโกงแชร์ลูกโซ่หลอกให้ทำธุรกิจขายตรงแอบแฝงแชร์ลูกโซ่แชร์ลูกโซ่บางครั้งจะแอบแฝงมากับธุรกิจขายตรง ซึ่งมิจฉาชีพจะโฆษณาชวนเชื่อให้เหยื่อทำธุรกิจขายตรงที่มีผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูง โดยที่เหยื่อไม่ต้องทำอะไร เพียงแค่ชักชวนเพื่อนหรือญาติพี่น้องให้ร่วมทำธุรกิจ เมื่อเหยื่อเริ่มสนใจ จะให้​เหยื่อเข้าร่วมฟังสัมมนาและจ่ายค่าสมัครสมาชิก หรือซื้อสินค้าแรกเข้าในมูลค่าที่ค่อนข้างสูง (สินค้าส่วนมากมักไม่มีคุณภาพ) หรืออาจให้เหยื่อซื้อหุ้นหรือหน่วยลงทุนโดยไม่ต้องรับสินค้าไปขาย แล้วก็รอรับเงินปันผลได้เลย ปัจจุบันยังมีการโฆษณาชักชวนผู้ลงทุนผ่านอินเทอร์เน็ตอีกด้วยข้อสังเกตแชร์ลูกโซ่ในคราบธุรกิจขายตรงจะไม่เน้นการขายสินค้า การสาธิตสินค้า หรือทำให้สมาชิกเข้าใจในตัวสินค้า แต่จะเน้นการหาสมาชิกใหม่เพราะค่าสมัครสมาชิก/ค่าซื้อสินค้าแรกเข้า/ค่าหุ้นหรือหน่วยลงทุนจะถูกนำมาจ่ายเป็นผลตอบแทนให้กับสมาชิกเก่า แต่หากไม่สามารถหาสมาชิกใหม่ได้ ก็จะไม่สามารถจ่ายผลตอบแทนให้แก่สมาชิกเก่าได้ ชักชวนให้ซื้อสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตมิจฉาชีพจะใช้วิธีประกาศขายสินค้าราคาถูกผ่านทางอินเทอร์เน็ต ส่วนมากจะเป็นสินค้าใหม่หรืออาจเป็นสินค้าที่ยังไม่วางขายในประเทศไทย เช่น สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด ตุ๊กตาหรือของเล่นที่กำลังเป็นที่นิยมในต่างประเทศ โดยให้ผู้ที่สนใจแจ้งจำนวนที่ต้องการพร้อมโอนเงินค่ามัดจำ หรือจ่ายเงินเต็มจำนวน ส่วนมากเหยื่อจะได้รับสินค้าตรงตามคำสั่งซื้อ เหยื่อจึงหลงเชื่อสั่งสินค้ารอบที่ 2 โดยมักจะชักชวนเพื่อน หรือญาติ ๆ ให้ซื้อพร้อมกันเป็นจำนวนมาก เมื่อมิจฉาชีพได้รับเงินแล้วก็จะหนีไปโดยไม่มีการส่งมอบสินค้าใด ๆ บางครั้งมิจฉาชีพยังหลอกให้ร่วมลงทุนในสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า การซื้อขายหรือเก็งกำไรจากการขึ้นลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอีกด้วย ข้อสังเกตมิจฉาชีพจะขายสินค้าในราคาถูกมาก และส่วนใหญ่จะส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อในครั้งแรกที่มีการสั่ง เพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อและสั่งสินค้าเพิ่มในจำนวนที่มากขึ้นกว่าเดิมมาก ๆ วิธีป้องกันกลโกงการเงินนอกระบบเงินกู้นอกระบบ วางแผนรายรับรายจ่ายล่วงหน้าและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันปัญหาเงินไม่พอใช้ซึ่งอาจนำไปสู่การก่อหนี้ ประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของตนเองก่อนก่อหนี้ ศึกษารายละเอียดของผู้ให้กู้ เพื่อป้องกันการถูกเอารัดเอาเปรียบหรือการทวงหนี้โหด เลือกกู้เงินในระบบ เพราะมีสัญญาการกู้เงินที่ชัดเจนและเป็นธรรมมากกว่า หากจำเป็นต้องกู้เงินนอกระบบ ให้ศึกษาเงื่อนไข รายละเอียดสัญญาให้ดีก่อนเซ็นสัญญา กลโกงแชร์ลูกโซ่ ไม่โลภไปกับผลตอบแทนมูลค่าสูงที่มิจฉาชีพนำมาล่อเพื่อเร่งการตัดสินใจ อย่าไว้ใจ หรือเกรงใจจนไม่กล้าปฏิเสธเมื่อคนชวนทำธุรกิจที่มีลักษณะคล้ายแชร์ลูกโซ่ ศึกษาที่มาที่ไปของการลงทุนหรือสินค้าให้ดีก่อนการลงทุน โดยเฉพาะธุรกิจหรือสินค้าที่ให้ผลตอบแทนสูงมากในเวลาอันสั้น หรือมีราคาถูกผิดปกติ หลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มธุรกิจที่ไม่แน่ใจ เพราะอาจถูกหว่านล้อมให้ร่วมลงทุนในธุรกิจแชร์ลูกโซ่ ติดตามข่าวสารกลโกงอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ควรทำเมื่อตกเป็นเหยื่อกลโกงการเงินนอกระบบเงินกู้นอกระบบหนี้นอกระบบส่วนมากเป็นหนี้ที่ผู้กู้ต้องรับภาระดอกเบี้ยค่อนข้างสูง ผู้กู้จึงควรหาแหล่งเงินกู้ในระบบที่มีดอกเบี้ยถูกกว่ามาชำระคืน แต่หากไม่สามารถกู้ยืมในระบบได้ ผู้กู้อาจต้องยอมขายทรัพย์สินบางส่วนเพื่อนำมาชำระหนี้ แก้ไขปัญหาดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจนไม่สามารถชำระคืนได้ หากตกเป็นเหยื่อเงินกู้นอกระบบ สามารถขอรับคำปรึกษาได้ดังนี้ ส่วนอำนวยการปฏิบัติการแก้ไขหนี้สินภาคประชาชนสำนักนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สำนักงานเศรษฐกิจการคลังกระทรวงการคลัง ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม 6 สามเสนใน พญาไท กรุงเทพฯ โทร. 1359การให้คำปรึกษา: ช่วยเหลือ/ประสานงานหน่วยราชการต่าง ๆ เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหา เช่น ประสานงานไปยังสถาบันการเงินเฉพาะกิจ รวมถึงช่วยเหลือการเจรจาประนอมหนี้ ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ โทร. 0-2575-3344การให้คำปรึกษา: ช่วยเหลือด้านกฎหมายเกี่ยวกับสัญญา/ติดต่อประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งให้ความช่วยเหลือด้านทนาย ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทยตู้ ป.ณ. 1 ปณฝ. มหาดไทย กรุงเทพฯ โทร. 1567 การให้คำปรึกษา: ให้คำปรึกษา/แนะแนวทางการแก้ไขปัญหา/พิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประสานงานไปยังนายอำเภอแต่ละท้องที่เพื่อประสานงานต่อ กลโกงแชร์ลูกโซ่หากตกเป็นเหยื่อแชร์ลูกโซ่ ควรรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด แล้วติดต่อขอรับคำปรึกษาได้ที่ ส่วนป้องปรามการเงินนอกระบบ สำนักนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม 6 สามเสนใน พญาไท กรุงเทพฯ โทร. 1359 ​​​​  ที่มา : http://www.1213.or.th/th/finfrauds/LoanShark/Pages/LoanShark.aspx 
  • “วางแผนการเงินล่วงหน้าให้เหมาะกับอาชีพของตัวเองเพื่อเตรียมพร้อมรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันและป้องกันชีวิตสะดุด” การวางแผนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทุกๆ วันเราจะเห็นว่า เรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้ตลอด ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องที่ต้องเสียทรัพย์ทั้งสิ้น และการที่ไม่ได้เตรียมวางแผนการเงินไว้ล่วงหน้าก็ทำให้ขาดสภาพคล่องได้ ดังนั้น ทุกคนจึงควรวางแผนเผื่อไว้ล่วงหน้า แต่ใช่ว่าแผนเหมือนกันจะใช้ได้สำหรับทุกคน เพราะในช่วงวัยเดียวกันแต่มีอาชีพที่แตกต่างกัน ก็ย่อมมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ซึ่งจะมีเทคนิคต่างกันอย่างไรบ้างนั้นมาลองดูกัน มนุษย์เงินเดือน โดยทั่วไปมนุษย์เงินเดือนจะได้รับเงินเดือนเป็นประจำเท่าๆ กันทุกสิ้นเดือน เรียกได้ว่า มีรายได้ประจำสม่ำเสมอ หากทำงานล่วงเวลาเกินปกติ ก็จะมีรายได้เพิ่มเป็นโอทีอีกต่างหาก ดังนั้น หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด หรือเกิดแผนที่ไม่ได้ตั้งใจ ก็ยังมีความปลอดภัยสำหรับรายได้อยู่ค่อนข้างสูง  การกันเงินสำรองเงินเผื่อฉุกเฉินของมนุษย์เงินเดือนจึงไม่จำเป็นต้องมีมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับอาชีพอื่น โดยทั่วไปควรมีประมาณ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายประจำในแต่ละเดือน  ในการคำนวณค่าใช้จ่ายต่อเดือนนั้น จะนับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมด เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าเช่า ค่าผ่อนบ้าน/รถยนต์ ค่าอาหาร ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำมัน ค่าประกันชีวิต ค่าประกันทรัพย์สิน ฯลฯ โดยเงินที่กันสำรองควรนำไปลงทุนในสินทรัพย์สภาพคล่อง ที่สามารถไถ่ถอนได้อย่างรวดเร็ว เช่น เงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากประจำเผื่อฉุกเฉิน กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น เป็นต้นในส่วนความคุ้มครองเพื่อปกป้องชีวิต ทรัพย์สินและหนี้สินผ่านการทำประกันภัยนั้น มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่จะมีสวัสดิการประกันภัยหมู่จากบริษัท จึงควรเพิ่มความคุ้มครองประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ที่มีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป เพื่อคุ้มครองชีวิตและยังสามารถนำไปช่วยลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย นอกจากนี้ ควรทำประกันหนี้บัตรเครดิต ประกันภัยบ้านและรถยนต์ เพื่อลดความเดือดร้อนหากเกิดเหตุไม่คาดคิดกับทรัพย์สินขึ้น อาชีพอิสระ หรือ Freelance จะมีความแตกต่างจากมนุษย์เงินเดือน คือ ไม่มีรายได้ประจำ รายได้จะขึ้นอยู่กับงานที่สำเร็จตามที่ตกลงกันไว้ จึงจะได้รับค่าจ้างตามสัญญา ดังนั้น หากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดดังเช่นที่ผ่านมา ไม่สามารถทำงานได้เสร็จตามที่กำหนด อาจทำให้ไม่ได้รับค่าจ้าง ดีไม่ดีอาจเสียค่าปรับจากการส่งงานล่าช้า หรือถ้านายจ้างประสบปัญหาอุทกภัย ยกเลิกการผลิต กลุ่มอาชีพอิสระก็อาจขาดรายได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้น สำหรับอาชีพ Freelance จึงควรมีการกันเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินที่มากกว่ามนุษย์เงินเดือน โดยควรกันไว้ไม่น้อยกว่า 9 เท่าของค่าใช้จ่ายประจำในแต่ละเดือน ในส่วนของความคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สิน    ชาว Freelance ควรให้ความสำคัญมากกว่ามนุษย์เงินเดือน เพราะไม่มีสวัสดิการจากนายจ้าง ดังนั้น หากชาว Freelance มีภาระหนี้สินบ้าน รถยนต์ หรือหนี้ประเภทอื่นๆ แนะนำให้มีการทำประกันชีวิตแบบระยะเวลา (Term Insurance) เพราะเป็นประกันชีวิตที่มีค่าเบี้ยประกันถูก เมื่อเทียบกับความคุ้มครอง แต่มีข้อเสียคือเป็นเบี้ยทิ้ง และไม่สามารถนำค่าเบี้ยประกันมาหักลดหย่อนภาษีได้นั่นเอง หรืออีกทางเลือกหนึ่ง คือการทำประกันชีวิตแบบตลอดชีพ ซึ่งค่าเบี้ยประกันภัยไม่แพงมากนัก อีกทั้งยังสามารถนำค่าเบี้ยประกันมาหักลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย ธุรกิจส่วนตัว อาชีพที่หลายคนใฝ่ฝันอยากเป็น เพราะไม่ต้องการเป็นลูกจ้างใคร และได้เป็นเจ้านายของตัวเอง แต่การเป็นเจ้าของธุรกิจก็ต้องมีภาระความรับผิดชอบมากขึ้น เพราะไม่เพียงแต่คิดกลยุทธ์การตลาด พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมถึงการรับผิดชอบดูแลลูกน้องลูกจ้าง และการบริหารต่างๆ แล้ว ยังต้องรับผิดชอบดูแลยอดขาย ขาดทุนและกำไรที่เกิดขึ้นด้วย หากธุรกิจที่ทำอยู่ไปได้ด้วยดี เช่นไม่เจอวิกฤติน้ำท่วมแต่บริษัทคู่ค้าประสบปัญหา ไม่สามารถส่งของให้ได้ ก็อาจทำให้ธุรกิจที่ทำอยู่ประสบกับปัญหาความยุ่งยากได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้น สำหรับธุรกิจส่วนตัวจึงควรมีการกันเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินที่มากกว่าในทุกอาชีพ เพราะนอกจากจะสำรองเผื่อสำหรับค่าใช้จ่ายประจำส่วนตัวแล้ว ยังต้องสำรองเผื่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่ต้องใช้ทุนส่วนตัวอีกด้วย ในส่วนของความคุ้มครอง นอกจากผู้ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว ควรทำประกันชีวิต ประกันทรัพย์สิน บ้าน รถยนต์ ประกันหนี้สินบัตรเครดิตส่วนตัวแล้ว ยังควรต้องมีการทำประกันเผื่อสำหรับอาคารสำนักงาน รถยนต์บริษัท ประกันสุขภาพกลุ่มของพนักงาน ประกันหนี้สินต่างๆ ตามประเภทธุรกิจที่ทำอีกด้วย การวางแผนรับมือที่แตกต่างกันในแต่ละอาชีพนั้น ถือเป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในอนาคต เพื่อให้ชีวิตของคุณไม่สะดุด แม้เมื่อเจอกับความไม่แน่นอน  ที่มา : https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Jobber_A017.aspx  
  • “หาแหล่งเงินกู้ยืมใกล้ๆ ตัวก่อนโดยเริ่มจากสถาบันการศึกษา หรือบริษัทเอกชน สวัสดิการพนักงาน และสินเชื่อบุคคลเพื่อการศึกษา เพื่อประหยัดต้นทุนในการกู้เงินเรียน” ไม่ว่าในอดีตหรือปัจจุบัน การลงทุนทางการศึกษาถือว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลอย่างคุ้มค่า เพราะไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการดำรงชีวิต หรือการทำงาน ต่างต้องมีความรู้ด้วยกันทั้งนั้น ยิ่งใกล้ช่วงเปิดเสรีอาเซียนด้วยแล้ว ยิ่งทำให้การเรียนมีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านภาษา และการพัฒนาความรู้ใหม่ๆ ให้ทัดเทียมกับประเทศเพื่อนบ้าน ดังคำพังเพยที่ว่า “รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา” แต่หากเราไม่มีทุนส่งเสียตัวเองให้เรียนได้ หรือหารายได้พิเศษเพิ่มเติมแล้วก็ยังไม่เพียงพอ นอกจากการกู้ยืมเงินจากครอบครัวหรือคนรู้จักแล้ว ยังมีแหล่งเงินกู้สำหรับการศึกษาที่ช่วยให้ฝันเป็นจริงได้ การกู้เพื่อการศึกษาถือว่าเป็นการกู้ที่คุ้มค่า เพราะช่วยให้มีความรู้ มีการศึกษาเพิ่มขึ้น สามารถนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอด สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตนเองได้ เรามาดูแหล่งเงินกู้เพื่อการศึกษากันค่ะ ขอทุนจากสถาบันการศึกษา หรือบริษัทเอกชน ซึ่งโดยทั่วไป สถาบันการศึกษาจะมีทุนสำหรับนักเรียนเรียนดี และในส่วนของบริษัทเอกชน มักมีทุนการศึกษาสำหรับตำแหน่งงานที่ต้องการ แนะนำให้หาจากเว็บไซต์บริษัทต่างๆ และศึกษาข้อมูล เงื่อนไขของการขอทุนว่าเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งโดยปกติเมื่อศึกษาจบแล้ว บริษัทมักจะให้กลับมาทำงานให้กับบริษัท เพื่อใช้ความรู้ที่ได้เรียนไปมาต่อยอดหรือพัฒนาองค์กร ดังนั้น หากขอทุนได้ นอกจากจะได้เรียนในสิ่งที่ต้องการแล้ว เมื่อเรียนจบยังได้สิทธิทำงานต่อในบริษัทที่ให้ทุนอีกด้วย สวัสดิการพนักงาน ในกรณีที่ทำงานและต้องการหาความรู้เพิ่มเติม การกู้ยืมสวัสดิการพนักงาน นอกจากจะยังสามารถทำงานต่อไปได้แล้ว ยังได้เรียนในสิ่งที่ต้องการ ที่สำคัญดอกเบี้ยจากการกู้ยืมสวัสดิการพนักงานมักจะมีอัตราที่ถูกกว่าการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน เพราะบริษัทให้สิทธิประโยชน์กับพนักงานในด้านการศึกษาเพื่อต่อยอดองค์ความรู้ให้กับบริษัทต่อไป สินเชื่อบุคคลเพื่อการศึกษา ในกรณีที่ไม่มีสวัสดิการกู้ยืมเพื่อการศึกษา สินเชื่อบุคคลเพื่อการศึกษาก็นับเป็นสินเชื่อที่น่าสนใจเพราะไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพียงแค่ใช้บุคคลค้ำประกันเพียงคนเดียว เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาสำหรับ ผู้ศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก หรือประกาศนียบัตรบัณฑิต สำหรับวงเงินให้กู้สูงสุดจะอยู่ที่ 80% ของค่าใช้จ่าย อัตราดอกเบี้ยคิดแบบลดต้นลดดอกจากยอดเงินคงค้าง โดยมีระยะเวลาผ่อนชำระ 5-7 ปี สำหรับการใช้สินเชื่อบุคคลเพื่อการศึกษา จะต้องมีรายได้ประจำต่อเดือนตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป โดยผู้มีรายได้ประจำต้องมีอายุการทำงานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ส่วนผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัวต้องมีการดำเนินธุรกิจปัจจุบันมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี การกู้เงินเพื่อการศึกษา นับว่าเป็นการลงทุนที่ก่อให้เกิดทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากจะช่วยให้ตนเองเป็นบุคคลที่มีคุณภาพแล้ว ยังส่งผลดีต่อสังคมและประเทศชาติอีกด้วย ดังนั้น การลงทุนเพื่อการศึกษาจึงถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและสมควรแก่การลงทุนเป็นอย่างยิ่ง ที่มา : https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Debt_A021.aspx