รณรงค์ป้องกันหนี้

รณรงค์ป้องกันหนี้

  • “เลือกบ้านที่ถูกใจ ในราคาที่ผ่อนชำระไหว” “บ้านในฝัน” เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ แต่น้อยคนที่จะสามารถซื้อบ้านด้วยเงินสดที่มีได้ เพราะราคาบ้านนับวันยิ่งแพงขึ้นๆ ตามราคาวัสดุที่สูงขึ้น ค่าแรงที่สูงขึ้น ที่สำคัญราคาที่ดินก็สูงขึ้นตามกาลเวลา โดยเฉพาะที่ดินที่ทำเลดี อยู่ใจกลางเมือง ใกล้ศูนย์การค้า โรงเรียน หรือโรงพยาบาล ทำให้ราคาบ้านในฝันนับวันยิ่งไกลฝันออกไปทุกที ดังนั้น การที่จะทำฝันให้เป็นจริงได้ สามารถทำได้โดยการกู้ซื้อบ้าน ซึ่งวันนี้ K-Expert มีคำแนะนำการกู้ซื้อบ้านให้ผ่านมาฝากกันค่ะดาวน์ก้อนใหญ่ เพราะโดยปกติสถาบันการเงินมักให้เราดาวน์ประมาณ 20% ของมูลค่าบ้าน และจะปล่อยสินเชื่อให้เราประมาณ 80% ดังนั้น หากบ้านในฝันที่เราต้องการมีมูลค่า 5 ล้านบาท อย่างน้อยเราก็ต้องมีเงินดาวน์ไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาท แต่นั่นก็ยังไม่เพียงพอ เพราะนอกจากเงินดาวน์ที่เราต้องมีแล้ว สถาบันการเงินยังพิจารณาความสามารถในการผ่อน หากกู้ 30 ปีก็ต้องผ่อนประมาณเดือนละ 28,000 บาท หรือต้องมีรายได้อย่างน้อย 70,000 บาทต่อเดือน ดังนั้น หากรายได้ต่อเดือนเรามีเพียง 50,000 บาท แต่เราต้องการบ้านมูลค่า 5 ล้านบาท ซึ่งเรามีความสามารถในการกู้เพียง 2.85 ล้านบาทเท่านั้น หนทางหนึ่งที่จะช่วยให้เรากู้ผ่านได้ นั่นคือการเพิ่มเงินดาวน์จาก 1 ล้าน เป็น 2.1 ล้านบาท ก็จะทำให้เราสามารถกู้ซื้อบ้านในฝันได้เช่นกันเพิ่มพลังความสามารถในการผ่อน (หาผู้กู้ร่วม) สำหรับบ้านในฝันมูลค่า 5 ล้านบาท หากต้องการดาวน์น้อยผ่อนสบาย ก็ควรมีรายได้อย่างน้อย 70,000 บาทต่อเดือน แต่ถ้าเรามีรายได้ต่อเดือนเพียง 50,000 บาท และไม่มีเงินดาวน์เพิ่ม อีกวิธีหนึ่งที่ทำได้คือการกู้ร่วม ซึ่งสามารถหาผู้กู้ร่วมได้อีก 2 คน แต่ผู้กู้ร่วมจะต้องมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด เช่น เป็นพ่อแม่ สามี ภรรยา พี่น้อง หรือลูก เพราะหากเป็นบุคคลอื่นแล้วจะไม่สามารถกู้ร่วมได้ หากเรามีรายได้เดือนละ 50,000 บาท และน้องมีรายได้ต่อเดือน 30,000 บาท ก็สามารถกู้ร่วมเพื่อซื้อบ้านในฝันได้ แต่ทั้งนี้ ทั้งตัวเราและน้องจะต้องไม่มีภาระผ่อนจ่ายใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการผ่อนชำระค่ารถ หรือผ่อนชำระบัตรเครดิตต่างๆ เพราะจะทำให้ความสามารถในการชำระหนี้น้อยลงไปลดขนาดบ้านให้เล็กลง หากบ้านในฝันมูลค่า 5 ล้านบาท แต่ทำให้เราต้องหาทั้งเงินก้อนเพื่อดาวน์เพิ่มจำนวนมาก และต้องหาผู้กู้ร่วมเพิ่มอีกจึงจะได้บ้านในฝันตามต้องการ ซึ่งอาจให้ชีวิตลำบากขึ้น ดังนั้น อีกหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยให้มีบ้านในฝันได้ นั่นคือการลดขนาดบ้านลง เช่นเหลือบ้านมูลค่า 3.5 ล้านบาท ก็จะทำให้เราเตรียมเงินดาวน์เพียง 700,000 บาท และกู้เพียง 2.8 ล้านบาท ก็จะทำให้ชีวิตเราสบายขึ้น ทั้งเงินดาวน์ที่น้อยลง เงินผ่อนที่สามารถผ่อนไหวด้วยตัวเองไม่ต้องกู้ร่วมกับใคร ที่มา : https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Home_A009.aspx
  • “หยุดสร้างหนี้ใหม่ แจกแจงหนี้สิน ทำตารางแสดงรายละเอียดหนี้สิน เรียงลำดับภาระหนี้สิน เพิ่มรายได้ จ่ายหนี้ในลำดับแรก ลำดับถัดไป สร้างเงินออมเผื่อฉุกเฉินและเริ่มต้นวางแผนลงทุน เป็นบันได 8 ขั้นสู่อิสรภาพจากภาระหนี้” หายนะทางการเงินที่เกิดขึ้นกับใครก็ได้ในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันคงหนีไม่พ้นเรื่องการเป็นหนี้ก้อนโต ซึ่งส่วนใหญ่เริ่มมาจากหนี้ก้อนเล็กๆ แล้วทับถมพอกพูนจนกลายเป็นหนี้ก้อนมหึมาโดยไม่คาดคิด กว่าจะรู้ตัวก็มีใบแจ้งหนี้เรียกเก็บจำนวนมากมาแล้ว ส่งผลให้เกิดความกังวลใจและทุกข์ใจอย่างหนัก แม้ว่าบางครั้งจะจ่ายคืนแล้วแต่ก็รู้สึกเหมือนว่ายอดหนี้ไม่ได้ลดลงไปเลย เพราะใช้วิธีกดเงินสดจากบัตรใบหนึ่งไปใช้หนี้บัตรอีกใบหนึ่ง ส่งผลให้ยอดหนี้เริ่มพอกหางหมู และเงินเริ่มขาดมือ ภาระหนี้สินเริ่มคุกคาม ท้อแท้จนหมดกำลังใจที่จะใช้หนี้ให้หมด แค่จ่ายเพื่อให้ผ่านแต่ละเดือนไปโดยไม่สนใจจะใช้คืนเงินต้นอีกแล้ว แต่จริงๆ แล้ว การจะผ่านวิกฤตินี้ไปให้ได้ ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ต้องใช้สติและเข้าใจในภาระหนี้สินที่มีทั้งหมด เรียงลำดับความสำคัญของหนี้ และมีวินัยการเงินที่ดี เมื่อปฏิบัติตามแผนการกำจัดหนี้ 8 ขั้นตอนต่อไปนี้ด้วยความมุ่งมั่น คุณก็จะมีอิสรภาพจากหนี้ก้อนโตในไม่ช้า ขั้นตอนที่ 1 : หยุดสร้างหนี้ใหม่เมื่อพบกับปัญหาหนี้ก้อนโต ให้มองกลับไปอย่างมีสติเพื่อหาเหตุผลของการใช้เงินจนทำให้เป็นหนี้เหล่านั้น ว่าเกิดจากอะไร แล้วหยุดการกระทำนั้น โดยอาจต้องจำกัดการใช้จ่าย ไม่ใช้จ่ายในสิ่งที่เกินความจำเป็น และหยุดการสร้างหนี้ส่วนบุคคลและหนี้บัตรเครดิตเพิ่มโดยเด็ดขาด อะไรก็ตามที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตไป จะต้องจ่ายคืนเต็มจำนวนในรอบบิลนั้นๆ ทันที ขั้นตอนที่ 2 : แจกแจงหนี้สินแจกแจงภาระหนี้สินทั้งหมดออกมา เพื่อดูว่าปัจจุบันหนี้สินที่มีอยู่นั้นมีอะไรบ้าง และมียอดหนี้เท่าไร รวมถึงยอดหนี้จากบัตรเครดิตทุกใบที่จ่ายแบบไม่เต็มจำนวน ยอดกู้จากการซื้อรถยนต์ที่ยังเหลืออยู่ สินเชื่อบ้าน รวมไปถึงสินเชื่อส่วนบุคคลอื่นๆ ขั้นตอนที่ 3 : ทำตารางแสดงรายละเอียดของหนี้สินหลังจากที่แจกแจงหนี้สินในขั้นตอนที่แล้ว ต่อมาคือการนำภาระหนี้สินนั้นมาใส่ในตาราง โดยให้มีรายละเอียดเกี่ยวกับ มูลค่าหนี้ ณ ปัจจุบัน จำนวนเงินขั้นต่ำที่ต้องจ่าย และอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย ดังตัวอย่างตารางด้านล่าง ขั้นตอนที่ 4 : เรียงลำดับภาระหนี้สินการเรียงลำดับภาระหนี้สินสามารถทำได้โดยกำหนดให้ลำดับแรกๆ เป็นภาระหนี้ระยะสั้นที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง และไล่ลงมาจากสูงไปต่ำ ทั้งนี้ถ้าเป็นสินเชื่อที่ต้องจ่ายคงที่ทุกเดือนไม่มีการลดเงินต้นได้ เช่น สินเชื่อรถยนต์ให้นำไปไว้อันดับท้ายสุดของตาราง ขั้นตอนที่ 5 : เพิ่มรายได้การเพิ่มรายได้เป็นหนทางที่จะช่วยให้ออกจากวิกฤติทางการเงินนี้ได้เร็วขึ้น โดยวิธีเพิ่มรายได้ที่สามารถทำได้ง่ายคือ การนำสินทรัพย์ที่ตนเองมีอยู่มาสร้างรายได้ เช่น ถ้ามีที่ดินเปล่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร สามารถนำมาปล่อยเช่าให้กับชาวบ้านในละแวกนั้นๆ เพื่อใช้ทำมาหากิน หรือในกรณีที่มีรถยนต์ และเป็นคนชอบค้าขาย ก็สามารถใช้เวลาว่างจากงานหลักไปรับซื้อสินค้าจากแหล่งผลิตในราคาถูก แล้วนำมาขายตามตลาดนัดวันหยุดหรือขายผ่านทางอินเทอร์เน็ต ข้อแนะนำคือ ควรจะสร้างรายได้เสริมจากสิ่งที่ตนเองถนัดหรือสิ่งที่ชอบ เพราะนอกจากจะเป็นการสร้างรายได้เพิ่มแล้ว ยังถือเป็นการได้หาโอกาสทำในสิ่งที่ตนเองรักในเวลาว่างอีกด้วย รายได้จากส่วนนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้คุณสามารถปลดหนี้ได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็วขั้นตอนที่ 6 : จ่ายหนี้ในลำดับแรกเมื่อสร้างรายได้เพิ่มให้กับตนเองได้แล้ว ก็ต้องนำเงินส่วนนี้ไปใช้หนี้ โดยให้นำเงินมาชำระหนี้ในลำดับแรกก่อน ซึ่งจะเป็นการชำระเพิ่มจากขั้นต่ำที่ต้องจ่ายอยู่แล้วในแต่ละเดือน ดังตัวอย่างด้านบน ถ้าสามารถหาเงินเพิ่มได้เดือนละ 3,000 บาท ก็นำมาชำระหนี้ลำดับแรก ซึ่งได้แก่บัตรกดเงินสด D โดยปัจจุบันต้องจ่ายขั้นต่ำ 2,100 บาทต่อเดือน ก็สามารถนำรายได้ 3,000 บาทที่หาได้ใหม่จ่ายเพิ่มเติมเข้าไปเป็น 5,100 บาท ดังนั้น สำหรับเดือนนี้และเดือนถัดๆ ไป แนะนำให้จ่ายด้วยจำนวนเงิน 5,100 บาทไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดภาระหนี้บัตรกดเงินสด D และสำหรับยอดหนี้อื่นๆ สามารถจ่ายตามจำนวนขั้นต่ำที่ทางธนาคารเรียกเก็บไปก่อนขั้นตอนที่ 7 : จ่ายหนี้ในลำดับถัดไปเมื่อสามารถชำระหนี้ก้อนแรกได้หมด นั่นหมายความว่าได้ผ่านส่วนที่ยากที่สุดไปแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือ การนำจำนวนเงินที่เคยจ่ายสำหรับหนี้ลำดับแรกมาชำระเพิ่มในหนี้ลำดับถัดไป ดังตัวอย่างเช่น เมื่อเดือนที่แล้ว ได้ชำระหนี้บัตรกดเงินสดเดือนละ 5,100 บาท เป็นเดือนสุดท้าย ทำให้หมดภาระเรื่องบัตรกดเงินสด D แล้ว เดือนถัดมาสามารถยกยอดนั้นมาชำระต่อเนื่องในยอดหนี้ลำดับถัดไปซึ่งคือ บัตรเครดิต A โดยเมื่อรวมกับที่จ่ายขั้นต่ำอยู่ 7,200 บาท สำหรับบัตรเครดิต A จะรวมเป็นเงิน 12,300 บาท และเมื่อชำระค่าบัตรเครดิต A ได้หมดแล้ว ก็ให้นำเงินจำนวนนี้ไปทบในหนี้ลำดับถัดไป จะเห็นได้ว่าการชำระหนี้เช่นนี้จะเป็นการทบเงินค่าผ่อนไปเรื่อยๆ ถ้าดำเนินการตามขั้นตอนด้วยวินัยทางการเงินที่ดี หนี้ระยะสั้นจากบัตรกดเงินสดและบัตรเครดิตทั้งหมดจะถูกชำระได้จนหมดภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปีขั้นตอนที่ 8 : สร้างเงินออมเผื่อฉุกเฉินและเริ่มต้นวางแผนการลงทุน เมื่อชำระหนี้ได้ทั้งหมดแล้ว ก็ไม่ควรวางใจ ควรจะจัดทำแผนเผื่อฉุกเฉินไว้ให้กับตนเอง โดยยังคงสถานะการชำระเงินจำนวนเดิมในแต่ละเดือนไว้ แต่การชำระเงินนั้นจะไม่ได้เป็นการจ่ายให้กับเจ้าหนี้ แต่จะเป็นการจ่ายเข้าไปในบัญชีของตนเอง เพื่อสร้างเงินออมสำหรับการใช้ในยามฉุกเฉิน โดยควรที่จะมีประมาณ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน และเมื่อคุณเก็บได้มากเกินกว่าส่วนที่เก็บไว้เผื่อฉุกเฉินแล้ว คุณสามารถนำเงินส่วนนี้ไปทำงานแทนตัวคุณเองด้วยการนำไปลงทุนแทนการฝากเงินเพื่อสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง และการลงทุนนี้ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะพาคุณไปสู่หนทางแห่งความมั่งคั่งในอนาคตต่อไปจะเห็นได้ว่า การจะฝ่าวิกฤติหนี้ไปให้ได้นั้นดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องยาก ต้องใช้ความอดทนสูง แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพียงแต่ต้องทำตามขั้นตอนทั้ง 8 ขั้นตอนนี้ทีละขั้นอย่างเคร่งครัด ทุกเดือน และต้องมีวินัยทางการเงินที่ดี ไม่ผิดนัดชำระ ไม่มีหนี้ก้อนใหม่เข้ามาเพิ่มอีก เมื่อมีรายได้เป็นเงินก้อนเข้ามาก็ควรที่จะรีบนำไปใช้หนี้เพื่อให้ภาระหมดเร็วยิ่งขึ้น เมื่อผ่อนชำระหนี้ทั้งหมดได้แล้ว ก็ยังไม่ควรวางใจและสร้างภาระหนี้ใหม่ทันที การก่อหนี้ไม่ใช่ว่าไม่สามารถทำได้ แต่การกู้หรือซื้ออะไรก็ต้องคิดให้รอบคอบและมีการวางแผนล่วงหน้า เมื่อมีการวางแผนทางการเงินที่ดีและชัดเจน ปัญหาเรื่องหนี้สินจะไม่มีวันเกิดขึ้นกับคุณอีกต่อไป ที่มา : https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Debt_A032.aspx
  • “ทำประกันเพื่อความอุ่นใจ หากเกิดภัยจะได้ช่วยบรรเทาความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น” หลายๆ คนอาจมีคำถามว่า เวลากู้ซื้อบ้าน ทำไมธนาคารต้องให้เราทำประกันด้วย ถ้าไม่ทำ ได้หรือไม่ คำตอบคือ มีประกันอยู่ 2 ประเภทที่ธนาคารให้ผู้ขอสินเชื่อบ้านทำ โดยมีทั้ง “ประกันที่ต้องทำ” และ “ประกันที่ควรทำ” ประกันที่ต้องทำ - ประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย โดยทั่วไปธนาคารจะให้ผู้ขอสินเชื่อบ้านมีการทำประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย เพราะว่าผู้ขอสินเชื่อบ้านต้องนำบ้านที่ซื้อมาเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ความคุ้มครองที่ได้รับ: คุ้มครองความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับบ้านและทรัพย์สินต่างๆ ภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นความเสียหายจากไฟไหม้ ฟ้าผ่า ภัยระเบิด ภัยจากการถูกชนโดยยานพาหนะหรืออากาศยาน ภัยเนื่องจากน้ำ แล้วเรายังสามารถซื้อความคุ้มครองในส่วนภัยพิบัติ (ภัยน้ำท่วม ลมพายุ และแผ่นดินไหว) เพิ่มเติมได้ ทุนประกันที่ควรทำ: ควรทำทุนประกันหรือวงเงินคุ้มครองไม่น้อยกว่า 70% ของมูลค่าบ้านและทรัพย์สิน เพราะถ้าเกิดความเสียหายเพียงบางส่วน ก็ยังได้รับเงินชดเชยเหมือนทำประกันไว้เต็มมูลค่า ค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่าย: อยู่ที่ประมาณ 1,000-3,000 บาท ต่อทุนประกัน 1 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับลักษณะบ้านหรือสิ่งปลูกสร้าง ถ้าเป็นบ้านผนังคอนกรีตล้วน ค่าเบี้ยประกันจะต่ำกว่าบ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ และค่าเบี้ยประกันมักจ่ายเป็นแบบปีต่อปี แต่เราสามารถซื้อเป็นแบบราย 2 ปี หรือ 3 ปี ซึ่งจะมีส่วนลดค่าเบี้ยประกันให้ด้วย Tip: จริงๆ แล้ว ไม่ว่าบ้านของเรากำลังผ่อนอยู่หรือไม่ ก็ควรทำประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัย เพราะถ้ามีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับบ้าน อย่างน้อยก็มีประกันที่ช่วยชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่ายเพียงหลักพันถือว่าเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับความคุ้มครองที่ได้รับ ประกันที่ควรทำ - ประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองหนี้สินบ้านเวลาที่ขอสินเชื่อบ้าน ธนาคารมักแนะนำให้ผู้ขอสินเชื่อทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองหนี้สินบ้าน ซึ่งผู้ขอสินเชื่อจะทำหรือไม่ก็ได้ และถ้าไม่ทำ ก็ไม่ได้ส่งผลต่อการอนุมัติสินเชื่อ แต่แนะนำว่า ผู้ขอสินเชื่อบ้านควรทำประกันประเภทนี้ ความคุ้มครองที่ได้รับ: คุ้มครองผู้ทำประกันกรณีเสียชีวิตและกรณีทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร โดยจะได้รับเงินชดเชยเท่ากับทุนประกันหรือความคุ้มครองที่คงเหลืออยู่ ทุนประกันที่ควรทำ: ควรทำประกันให้มีระยะเวลาความคุ้มครองและทุนประกันสอดคล้องกับระยะเวลาในการผ่อนชำระและวงเงินสินเชื่อ โดยทุนประกันหรือความคุ้มครองจะลดลงเรื่อยๆ ตามยอดหนี้สินที่ลดลง ค่าเบี้ยประกันที่ต้องจ่าย: ขึ้นอยู่กับเพศ อายุของผู้ขอสินเชื่อ ทุนประกัน และระยะเวลาความคุ้มครอง การจ่ายค่าเบี้ยประกันมักจ่ายเพียงครั้งเดียว หรือบางธนาคารให้ผู้ขอสินเชื่อสามารถผ่อนชำระค่าเบี้ยได้ โดยให้เป็นวงเงินสินเชื่อ Tip: ผู้ที่กำลังผ่อนบ้านควรทำประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองหนี้สินบ้าน เพราะถ้ามีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับผู้ขอสินเชื่อ ครอบครัวหรือคนที่เรารักจะได้ไม่ต้องแบกรับภาระในการผ่อนชำระหนี้สิน นอกจากนี้ เบี้ยประกันชีวิตเพื่อคุ้มครองหนี้สินบ้านที่มีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้สูงสุดถึง 100,000 บาท สรุปได้ว่า การทำประกันไม่ได้อยู่ที่ธนาคารเป็นผู้กำหนด แต่อยู่ที่ตัวเราเป็นผู้ตัดสินใจ ถ้าอยากให้บ้านและคนที่เรารักได้รับความคุ้มครอง เมื่อตัดสินใจซื้อบ้าน ก็อย่ามองข้ามการทำประกัน ที่มา : https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Home_A018.aspx
  • “เลือกเปลี่ยนเงื่อนไขสัญญาวงเงินกู้ใหม่จากการรีไฟแนนซ์ให้เหมาะสมตามความจำเป็น” ในช่วงแรกของการผ่อนชำระหนี้บ้านธนาคารมักให้อัตราดอกเบี้ยคงที่ หรืออัตราดอกเบี้ยโปรโมชั่น เพื่อจูงใจให้เราตัดสินใจกู้ซื้อบ้านกับธนาคารนั้นๆ เชื่อว่าหลายคนเมื่อผ่อนชำระหนี้บ้านไปสักระยะหนึ่ง โดยผ่านพ้นอัตราดอกเบี้ยโปรโมชั่นไปแล้ว ก็มักคิดที่จะหาดอกเบี้ยถูกด้วยการรีไฟแนนซ์ไปธนาคารอื่น แต่รู้หรือไม่ว่าการรีไฟแนนซ์เราสามารถเปลี่ยนเงื่อนไขบางอย่างเพื่อให้เป็นประโยชน์มากขึ้นซึ่ง K-Expert มีคำแนะนำดีๆ มาฝากดังนี้ค่ะ เพิ่มผู้กู้ สร้างความสามารถในการชำระหนี้เมื่อมีความจำเป็นที่ต้องขอสินเชื่อเพิ่ม เช่น จำเป็นต้องกู้ซื้อรถยนต์ไปใช้ในการทำงานหรือทำธุรกิจ หรือต้องการกู้เงินเพื่อใช้ศึกษาต่อ แต่ความสามารถในการชำระหนี้ไม่เพียงพอ เพราะติดภาระผ่อนหนี้บ้านอยู่ การรีไฟแนนซ์สามารถเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ด้วยการเพิ่มผู้กู้ที่เป็นเครือญาติได้ค่ะ ซึ่งหลังจากที่เรารีไฟแนนซ์โดยเปลี่ยนจากการกู้คนเดียวเป็นการกู้ร่วมแล้ว ในการขอสินเชื่อครั้งต่อไป ภาระผ่อนที่ธนาคารนำไปพิจารณาก็จะหารตามจำนวนผู้กู้ร่วมแทนที่จะคิดเต็มจำนวน ทั้งนี้การกู้ร่วมช่วยให้เรามีโอกาสกู้ผ่านได้ก็จริง แต่ควรให้ความสำคัญกับการผ่อนชำระหนี้ด้วยค่ะว่า มีรายได้เพียงพอสำหรับการชำระหนี้หรือไม่ ในกรณีที่เราต้องเป็นผู้จ่ายชำระหนี้เพียงคนเดียวซึ่งอาจจะส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาทางด้านการเงินได้ หากมีรายได้ตามที่แจ้งกับธนาคารเท่านั้น แต่ถ้ามีรายได้อื่นๆ ที่ธนาคารไม่ได้นำมารวม เช่น รายได้จากอาชีพเสริม ก็จะช่วยให้เรามีรายได้เพิ่มในการจ่ายชำระหนี้ได้เป็นปกติ และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการผ่อนชำระหนี้ แนะนำว่าควรมีภาระผ่อนต่อเดือนไม่เกิน 30% ของรายได้ค่ะ เช่น มีรายได้เดือนละ 40,000 บาท ควรมีภาระผ่อนต่อเดือนไม่เกิน 12,000 บาท เพิ่มระยะเวลาผ่อน ลดภาระค่าใช้จ่ายหากใครที่ทำสัญญาวงเงินกู้กับธนาคารเดิมไว้ โดยเลือกระยะเวลาการผ่อนชำระสั้นกว่าที่ธนาคารกำหนด เช่น มีสิทธิที่จะกู้ได้สูงสุดถึง 30 ปี แต่เลือกกู้เพียงแค่ 15 ปี ทำให้ยอดผ่อนชำระต่อเดือนเป็นจำนวนเงินที่สูง หากต่อมาปัจจุบันมีภาระค่าใช้จ่ายอย่างอื่นเพิ่มมากขึ้น ทำให้ไม่สามารถผ่อนหนี้บ้านได้ตามปกติ การรีไฟแนนซ์สามารถเลือกยืดระยะเวลาการผ่อนครั้งใหม่ ให้ผ่อนได้ยาวขึ้น ซึ่งจะทำให้ค่าผ่อนต่อเดือนลดลง โดยระยะเวลาผ่อนที่เลือกใหม่จะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่ธนาคารแห่งใหม่กำหนด อย่างไรก็ตามการเพิ่มระยะเวลาในการผ่อนชำระถึงแม้จะช่วยให้ภาระผ่อนต่อเดือนน้อยลงก็จริง แต่ต้องไม่ลืมว่าการผ่อนชำระด้วยจำนวนเงินที่น้อยลงจะส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยจ่ายโดยรวมสูงขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับการผ่อนสั้นด้วยจำนวนเงินที่มากกว่า เพิ่มวงเงิน มีเงินไว้ใช้จ่ายยามจำเป็นสำหรับวงเงินกู้ของการรีไฟแนนซ์ไม่จำเป็นต้องเท่ากับภาระหนี้คงเหลือจากธนาคารเดิมเสมอไปค่ะ ถ้าหากใครที่กำลังคิดจะรีไฟแนนซ์ และมีความจำเป็นต้องใช้เงิน เช่น อยากซ่อมแซมบ้าน ก็สามารถขอวงเงินเพิ่มให้สูงกว่าภาระหนี้คงเหลือได้ ซึ่งวงเงินทั้งหมดจะต้องไม่เกินมูลค่าหลักประกันตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด เช่น วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 80% ของราคาประเมิน หรือบางธนาคารอาจกำหนดเงื่อนไขการได้เพิ่มวงเงิน เช่น สามารถขอเพิ่มได้ไม่เกิน 5 ล้านบาท เป็นต้น แต่การขอวงเงินเพิ่มธนาคารจะต้องพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ประกอบด้วยค่ะว่า รายได้เมื่อเปรียบเทียบกับภาระหนี้แล้วเพียงพอ สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ตามหลักเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนดหรือไม่ ที่มา : https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Home_A020.aspx
  • สิ่งที่ควรรู้เมื่อขอกู้เงิน​​​​​หากมีความจำเป็นต้องขอสินเชื่อ สิ่งสำคัญอันดับแรกที่เราต้องพิจารณาคือความสามารถในการชำระหนี้ของตนเอง จากนั้นจึงเลือกประเภทของสินเชื่อให้เหมาะสมกับความต้องการ แล้วทำความเข้าใจในกระบวนการและเงื่อนไขในการขอสินเชื่อ เพื่อให้เราสามารถเตรียมตัวให้พร้อมและได้รับอนุมัติสินเชื่อตามที่ยื่นขอเอกสารที่ใช้ในการขอสินเชื่อการเตรียมเอกสารหลักฐานประกอบคำขอสินเชื่อนั้นอาจแตกต่างกันไปตามประเภทของสินเชื่อ ซึ่งเอกสารประกอบคำขอสินเชื่อแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มหลัก คือ  เอกสารประจำตัว เช่น สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือสำเนาบัตรข้าราชการ/รัฐวิสาหกิจ สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาทะเบียนสมรส ทะเบียนหย่า หรือใบมรณบัตร สำเนาหลักฐานการเปลี่ยนชื่อ สกุล (ถ้ามี) กรณีนิติบุคคล อาจใช้สำเนาทะเบียนการค้า หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล  เอกสารเกี่ยวกับรายได้ เช่น 2.1 ผู้มีรายได้ประจำ ใบรับรองเงินเดือน หรือหลักฐานการรับ/จ่ายเงินเดือนจากนายจ้าง สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร 2.2 ผู้มีอาชีพอิสระ กรณีเป็นสัญญาจ้าง อาจใช้สำเนาสัญญาว่าจ้างและหลักฐานการจ่ายเงินค่าจ้าง กรณีเป็นแพทย์ ทนายความ ผู้สอบบัญชี วิศวกร สถาปนิก ควรแสดงใบอนุญาตประกอบวิชาชีพด้วย บัญชีเงินฝาก พร้อมใบแจ้งยอดบัญชี หรือสเตทเมนต์ (statement) ของบัญชีเงินฝากของตนเองหรือของกิจการย้อนหลังอย่างน้อย 6 เดือน หลักฐานรายได้หรือทรัพย์สินอื่นๆ เช่น ใบหุ้น พันธบัตรรัฐบาล บัญชีเงินฝากธนาคาร 2.3 นิติบุคคล สำเนางบการเงินปีล่าสุด และย้อนหลังไม่น้อยกว่า 3 ปี สำเนาแสดงรายการภาษีเงินได้ประจำปี สำเนาเอกสารสิทธิในทรัพย์สินที่เสนอเป็นหลักประกัน แผนที่แสดงที่ตั้งสถานประกอบการ  เอกสารอื่นๆ เช่น สำเนาสัญญาจะซื้อจะขาย หรือสัญญามัดจำ สำเนาโฉนดที่ดิน หรือสำเนาหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์ สัญญากู้เงิน และสัญญาจำนองจากสถาบันการเงินเดิม ในกรณีมีผู้กู้ร่วม จะต้องมีหลักฐานประจำตัว และหลักฐานรายได้ของผู้กู้ร่วม ในกรณีที่ขอสินเชื่อเพื่อธุรกิจ สิ่งที่จำเป็นคือแผนธุรกิจ เช่น แผนธุรกิจของ SMEs แผนโครงการที่ต้องการดำเนินการ ทั้งนี้ เอกสารในการยื่นขอสินเชื่อแต่ละประเภทอาจแตกต่างกันออกไป ดังนั้น เราควรศึกษาหรือสอบถามรายละเอียดจากผู้ให้สินเชื่ออีกครั้ง นอกจากนี้ ในการขอสินเชื่ออาจมีแบบฟอร์มอื่น ๆ ที่แนบมา ซึ่งเราควรพิจารณาก่อนกรอกข้อมูลและลงนาม เช่น แบบคำยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว เพื่อขอตรวจสอบประวัติเครดิตจาก เครดิตบูโร และนำมาวิเคราะห์การให้วงเงินสินเชื่อที่เหมาะสม แบบคำขออนุญาตให้เจ้าหน้าที่ของผู้ให้สินเชื่อติดต่อ แนะนำสินค้าอื่น หรือให้ข้อมูลแก่ผู้อื่น ซึ่งเรามีสิทธิเลือกที่จะลงนามหรือไม่ก็ได้ ใบคำขอประเภทอื่น เช่น คำขอมีบัตรกดเงินสด สินเชื่อส่วนบุคคล หรือบริการแจ้งเตือน SMS การค้ำประกันและหลักประกันการค้ำประกันและหลักประกันเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผู้ให้สินเชื่ออาจใช้ประกอบการพิจารณาให้สินเชื่อ เพื่อให้มั่นใจว่าหากผู้ขอสินเชื่อชำระหนี้ไม่ได้ สถาบันการเงินยังมีทางที่จะได้เงินคืน เช่น สามารถยึดหลักประกันมาขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ที่ค้างอยู่ หรือให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทน โดยหลักทรัพย์ที่นิยมนำมาเป็นหลักประกัน เช่น เงินฝาก พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วเงิน หุ้นกู้ และอสังหาริมทรัพย์ ในกรณีสินเชื่อที่มีบุคคลค้ำประกัน สถาบันการเงินก็จะพิจารณาถึงความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ค้ำประกันประกอบด้วย สิ่งที่ควรทำเมื่อเป็นผู้ค้ำประกันอย่าลืมว่าผู้ค้ำประกันไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบที่จะเกิดตามมาได้หากลูกหนี้ผิดสัญญา ดังนั้น หากต้องเป็นผู้ค้ำประกันให้ผู้อื่นควรปฏิบัติดังนี้ อ่านเงื่อนไขในการค้ำประกันให้ละเอียด ทำความเข้าใจเกี่ยวกับขอบเขตความรับผิดชอบในฐานะผู้ค้ำประกัน  ตรวจสอบความถูกต้องของวงเงินและประเภทของสินเชื่อที่ค้ำประกันที่ระบุในสัญญา ซึ่งแบงก์ชาติกำหนดว่าจะต้องระบุวงเงินของเงินต้นที่ค้ำประกันในสัญญาให้ชัดเจน และห้ามทำข้อตกลงว่าให้ผู้ค้ำประกันทำสัญญาค้ำประกันแบบไม่จำกัดจำนวน  หากสงสัยอะไรรีบถามก่อนลงชื่อในสัญญา             เกณฑ์ที่สถาบันการเงินใช้พิจารณาสินเชื่อในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อจะขึ้นอยู่กับนโยบายและหลักเกณฑ์ของผู้ให้สินเชื่อแต่ละราย โดยทั่วไปแล้วมีปัจจัยหลัก ๆ ที่ใช้ประกอบการพิจารณา คือ นโยบายสินเชื่อของผู้ให้สินเชื่อ เช่น ผู้ให้สินเชื่อบางรายอาจกำหนดว่าผู้ยื่นขอสินเชื่อต้องไม่มีประวัติการค้างชำระในช่วง 12 เดือนย้อนหลัง หรืองดให้สินเชื่อแก่ลูกค้าใหม่ในกลุ่มอาชีพหรือกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง วัตถุประสงค์ในการขอสินเชื่อ เช่น ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจ หรือลงทุนขยายโรงงาน ซึ่งจะเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคต คุณลักษณะและความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ขอสินเชื่อ ซึ่งสถาบันการเงินส่วนใหญ่จะใช้หลัก 5 Cs ประกอบด้วย  Character คือ คุณลักษณะและความน่าเชื่อถือของผู้ขอสินเชื่อ วินัยในการใช้และการชำระสินเชื่อในอดีต ซึ่งบอกถึงความสามารถในการใช้หนี้และการบริหารจัดการสินเชื่อ เช่น ในกรณีบุคคลธรรมดาอาจพิจารณาอายุ อาชีพ สถานะภาพสมรส ส่วนกรณีผู้ขอสินเชื่อประกอบธุรกิจอาจพิจารณาประเภทของธุรกิจ ประวัติของผู้บริหาร ระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจ  Capacity คือ ความสามารถในการจ่ายชำระหนี้คืนได้ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ รวมถึงความมั่นคงของรายได้ที่จะนำมาชำระหนี้ในอนาคต เช่น รายได้ในปัจจุบัน ภาระหนี้สินที่มีอยู่ ประวัติการชำระยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและสินเชื่ออื่น ๆ  Capital คือ เงินทุน สินทรัพย์ หรือเงินฝากของผู้ขอสินเชื่อ เพื่อเป็นหลักประกันการให้กู้ยืม ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสินเชื่อธุรกิจ แม้ว่าสินทรัพย์เหล่านี้จะไม่ใช่แหล่งเงินสำหรับชำระหนี้ แต่จะเป็นแหล่งเงินสำรองสำหรับการชำระหนี้ของผู้ขอสินเชื่อในกรณีที่เกิดปัญหาไม่สามารถชำระหนี้ได้  Collateral คือ ผู้ค้ำประกันหรือหลักประกันที่ผู้ขอสินเชื่อนำมาจำนำ หรือจำนองเพื่อให้สถาบันการเงินมีความมั่นใจและลดความเสี่ยงหากผู้ขอสินเชื่อไม่ชำระหนี้ตามกำหนด ซึ่งสามารถให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทนหรือนำหลักประกันมาขายทอดตลาดได้ตามที่กฎหมายกำหนด  Conditions คือ ปัจจัยภายนอกที่มีผลกระทบต่อรายได้ของผู้ขอสินเชื่อ เช่น เศรษฐกิจ เงินเฟ้อ ความมั่นคงในรายได้และการงาน ปัญหาสงคราม สิ่งแวดล้อม ที่มีผลกระทบต่อความเป็นไปได้ของโครงการลงทุนหรือรายได้ของผู้ขอสินเชื่อ ซึ่งจะมีผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ในอนาคต ดังนั้น ถ้าหากผู้ขอสินเชื่อเป็นผู้มีอาชีพการงานและรายได้มั่นคง ไม่เคยมีหนี้สินล้นพ้นตัว มีความสามารถในการชำระหนี้ การขอสินเชื่อก็คงไม่ติดปัญหาอะไร แต่หากไม่มีหน้าที่การงานที่มั่นคง ไม่มีเอกสารใบรับรองเงินเดือน โอกาสการได้เงินกู้ยังคงมีอยู่ เพราะอาจใช้หลักฐานทางการเงินอื่น ๆ ทดแทนได้ เช่น ใบแจ้งยอดบัญชี หรือสเตทเมนต์ (Statement) ของบัญชีเงินฝากสิทธิของผู้ขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินกรณีไม่ได้รับอนุมัติหรือถูกปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงิน *หากผู้ขอสินเชื่อถูกปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงิน ผู้ขอสินเชื่อสามารถขอทราบเหตุผลของการไม่อนุมัติสินเชื่อจากสถาบันการเงินเป็นลายลักษณ์อักษรได้ ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ขอสินเชื่อมีข้อมูลที่สามารถนำมาใช้ปรับปรุงศักยภาพ และสามารถขอสินเชื่อได้ใหม่ในอนาคต โดยตัวอย่างคำชี้แจง เช่น รายได้ไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ มูลหนี้คงค้างสูงเกินไป นอกจากนั้น ในกรณีการขอสินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ หากถูกปฏิเสธสินเชื่อ ก็สามารถขอรับคืนเอกสารสำคัญที่เคยยื่นไว้เพื่อประกอบการพิจารณาสินเชื่อได้ เช่น งบการเงิน แผนประกอบธุรกิจ รายละเอียดหลักประกัน โดยสถาบันการเงินจะต้องคืนให้ภายในเวลาอันควร * ไม่ใช้บังคับกับ Non-bank ที่เป็นผู้ให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อบัตรเครดิต การติดตามทวงถามหนี้​​หากเราไม่ได้ชำระหนี้เมื่อถึงเวลาที่กำหนดไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ผู้ให้สินเชื่อก็อาจเริ่มติดต่อเรา เช่น โทรศัพท์มาหาเพื่อแจ้งให้ไปจ่ายเงิน โดยส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่ของผู้ให้สินเชื่อจะเป็นผู้ติดต่อเราในช่วงแรก แต่หากเวลาผ่านไปและเราก็ยังไม่ได้ไปจ่าย ผู้ให้สินเชื่ออาจจ้างตัวแทนซึ่งเป็นบริษัทภายนอกหรือที่เรียกว่า outsource ให้ติดตามทวงถามหนี้ (หรือเรียกเก็บหนี้) แทนทั้งนี้ แบงก์ชาติได้กำหนดแนวนโยบายในการติดตามทวงถามหนี้ เพื่อให้สถาบันการเงินและ Non-bank ติดตามทวงถามหนี้อย่างเหมาะสม ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี ​​​​ติดตามทวงถาม​ได้เฉพาะภายในเวลาที่กำหนด วันจันทร์ – วันศุกร์ ภายในเวลา 8.00 น. – 20.​00 น. วันหยุดราชการ ภายในเวลา 8.00 น. – 18.00 น.​ ​ต้องแสดงตัวและแจ้งวัตถุประสงค์ในการติดตามทวงถามหนี้ กรณีเป็นสถาบันการเงิน ผู้ประกอบธุรกิจบัตรเครดิต และผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ ต้องแจ้งชื่อ และวัตถุประสงค์ในการติดต่อให้ลูกหนี้ได้รับทราบอย่างถูกต้องเหมาะสม กรณีเป็นผู้ให้บริการเรียกเก็บหนี้ (ตัวแทน) ต้องแสดงเอกสารว่าได้รับอนุญาตจากสถาบันการเงินหรือผู้ประกอบธุรกิจให้ทำการแทน ต้องใช้วิธีการเรียกเก็บหนี้ที่เหมาะสม ไม่ให้เรียกเก็บหนี้จากบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ลูกหนี้ เช่น ญาติพี่น้องหรือเพื่อนร่วมงาน เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากลูกหนี้หรือเป็นสิทธิตามกฎหมาย เช่น การเรียกเก็บหนี้จากผู้ค้ำประกัน กรณีที่ลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ไม่รบกวนหรือรังควานลูกหนี้โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร เช่น การติดต่อทางโทรศัพท์โดยไม่เปิดเผยชื่อ หรือติดต่อหลายครั้งจนทำให้ลูกหนี้หรือบุคคลอื่นเกิดความรำคาญ ไม่ใช้คำพูดที่รุนแรง หรือหยาบคาย ข่มขู่ และคุกคามในลักษณะที่ผิดกฎหมายเพื่อให้ลูกหนี้ชำระหนี้ ห้ามปลอมแปลง บิดเบือนข้อมูล เอกสาร หรือแสดงท่าทางอันทำให้ลูกหนี้สำคัญผิดว่าเอกสารเรียกเก็บหนี้หรือเอกสารที่ใช้ในการติดต่อกับลูกหนี้นั้นออกโดย หรือได้รับอนุญาต หรือได้รับการรับรองจากหน่วยงานของรัฐ หรือเครดิตบูโร​​  ต้องเก็บรักษาความลับของลูกหนี้ ห้ามเปิดเผยข้อมูลหนี้ของลูกหนี้ให้บุคคลอื่นทราบระหว่างติดต่อทวงถามหนี้ แม้จะเป็นบุคคลในครอบครัว ยกเว้นได้รับความยินยอมจากลูกหนี้  ต้องให้หลักฐานแสดงการรับเงินจากลูกหนี้ที่เหมาะสมและมีผลในทางกฎหมาย ที่มา : http://www.1213.or.th/th/serviceunderbot/loans/Pages/beforeloan.aspx