รณรงค์ป้องกันหนี้

รณรงค์ป้องกันหนี้

  • HIGHLIGHTS ควบคุมค่าเดินทาง ให้ไม่เกิน 20 % ของเงินเดือนควบคุมค่าอาหาร ให้ไม่เกิน 30 % ของเงินเดือนควบคุมค่าความบันเทิงให้ไม่เกิน 30 % ของเงินเดือนควบคุมหนี้สิน ให้ไม่เกิน 40 % ของเงินเดือนค่าใช้จ่ายทั้งหมดไม่ควรเกิน 90 % ของเงินเดือน     วี้หว่อออออ!! วี้หว่ออออ !!! อันตราย อันตราย ปลายเดือนคุณอาจจะไม่มีข้าวกิน ถ้าเจ้ามะนุดได้ลองทำบัญชีของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน ก็อาจจะพอเห็นภาพได้ว่ารายจ่ายของเราหมดไปกับอะไรบ้างเจ้ามะนุดคนไหนอยากมีเงินเก็บแต่รายจ่ายก็ยังมากมายอยู่ลองใช้วิธีแบบถุงเงินดูสิ “ควบคุมค่าใช้จ่ายเป็นส่วนๆ” ไปดูกันเลยดีกว่า รายจ่ายอะไรบ้าง ที่เราต้องควบคุมให้ดี "ค่าเดินทาง" ถ้าไม่ได้ทำงานอยู่บ้าน ยังไงก็ต้องมีค่าเดินทางใช่มั้ยหละ การเดินทางในชีวิตประจำวันก็มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบประหยัดและสะดวกสบาย แต่ถ้าเราไม่ได้มีรายได้สูงมากแต่เลือกการเดินทางที่มีค่าใช้จ่ายสูง แล้วเงินมันจะไปมีหลือได้ไงเล่าพยายามควบคุมค่าใช้จ่ายในการเดินทางให้ไม่เกิน 20 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนถ้าเราเงินเดือน 20,000 บาทก็ควรจะควบคุมรายจ่ายส่วนการเดินทางให้ไม่เกิน 4,000 บาท ต่อเดือนน้า "ค่าอาหาร" เจ้ามะนุดนักกินทั้งหลาย ที่หุ่นเหมือนถุงเงิน เดือนๆ หนึ่งคงหมดไปกับค่าอาหารหล่ะสิ แต่ไม่เป็นไรนะถุงเงินเข้าใจ ว่าอาหารอร่อยๆ มันดีต่อใจแค่ไหน ใช่ว่าการจะมีเงินเก็บจะต้องอดอาหารซะหน่อย แต่ควบคุมให้พอดี ก็พอแล้วในส่วนของอาหารแบบมื้อหลักในแต่ละพื้นที่อาจจะมีราคาไม่เท่ากัน  ถ้าใครทำงานกลางเมือง รอบๆ ออฟฟิตก็มีแต่ร้านแพงๆ ลองทำอาหารกล่องมากินเองสิ ก็ช่วยประหยัดไปได้อีกทางหนึ่งนะ และที่สำคัญ เน้นการทานมื้อหลักให้อิ่มไว้ก่อนจะช่วยประหยัดค่าขนมจุกจิกไปได้เยอะเลยและส่วนของอาหารมื้อพิเศษ บุฟเฟ่ต์ หมูกระทะ จิ้มจุ่ม ชาบู ก็แค่ควบคุมจำนวนครั้ง ให้เหมาะสมกับรายได้เราด้วย ตามใจปากมากๆ ตอนต้นเดือน ปลายเดือนกระเป๋าตังค์จะน้อยใจเอานะพยายามควบคุมค่าอาหารให้ไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนถ้าเรามีเงินเดือน 20,000 บาทก็ควรจะควบคุมค่าอาหารให้ไม่เกิน 6000 บาทต่อเดือน "ค่าความบันเทิง" ชีวิตจะมีความสุขได้อย่างไรถ้าไม่มีความบันเทิงแต่ถ้าชีวิตบันเทิงมากเกินไป ปลายเดือนนี้ ไม่บันเทิงแน่นอนค่าใช้จ่ายในการดูหนัง ร้องคาราโอเกะ ออกไปปาร์ตี้กับเพื่อนๆ ทุกๆ วันศุกร์หรือแม้กระทั่งการซื้อเสื้อผ้า ซื้อรองเท้า มีการซื้อของสะสมต่างๆ ที่เป็นงานอดิเรกของเราก็ค่อนข้างจำเป็นต้องมีเน้าะ แต่สำหรับใครที่อยากมีเงินเก็บมากๆ ไว้แก่ไปจะได้เกษียณแบบสบายๆ ก็ควรลดรายจ่ายส่วนนี้เป็นส่วนแรก สำหรับใครที่ยังชอบความบันเทิงในชีวิตก็ใช่ว่าแก่ไปจะลำบากเสมอไปแค่ควบคุมค่าความบันเทิงให้เหมาะสมให้ไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือนถ้าเรามีเงินเดือน 20,000 บาทก็ควรจะควบคุมค่าใช้จ่ายในส่วนของความบันเทิงนี้ให้ไม่เกิน 6,000 บาทต่อเดือน "หนี้สินต่างๆ" สำหรับเจ้ามะนุดคนไหนที่มีภาระทางหนี้สินแล้ว ไม่ว่าจะเป็นค่าผ่อนบ้านผ่อนรถ  หรือหนี้บัตรเครดิตต่างๆพยายามแบ่งเงินไว้ชำระหนี้ให้เพียงพอในทุกเดือนด้วยนะสำหรับสัดส่วนเงินในการแบ่งมาชำระหนี้ ถุงเงินว่า เราไม่ควรมีภาระในการชำระหนี้ เกินกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน แต่ถุงเงินไม่ได้หมายถึงว่าให้จ่ายนี้ไม่ครบนะ แต่เราไม่ควรสร้างภาระหนี้ให้มากขึ้นต่างหากถ้าเรามีเงินเดือน 20,000 บาทในส่วนของภาระหนี้สินไม่ควรเกิน 8,000 บาทนะแต่ถุงเงินว่า ถ้ามีรายได้เดือนละ 20,000 บาทอย่าพึ่งรีบสร้างหนี้สินจะดีกว่านะ “ค่าใช้จ่ายทั้งหมด” แต่ก็ใช่ว่า เราจะทำให้รายจ่ายทุกอย่าง เยอะจนเต็มลิมิตที่ถุงเงินบอกไว้ สัดส่วนที่ถุงเงินบอกไปข้างต้น เราควรจะยืดหยุ่นได้ตามความจำเป็น ของชีวิตเจ้ามะนุดแต่ละคนแต่ยังไงซะเราก็ควรมีเงินออมอยู่นะ ควบคุมรายจ่ายทั้งหมด ให้ไม่เกิน 90 เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่ว่า 20% เราจะได้ไว้ใช้ออมในแต่ละเดือนถ้าเรามีเงินเดือน 20,000 บาทค่าใช้จ่ายทั้งหมดก็ไม่ควรเกิน 18,000 บาทแล้ว อีก 2,000 บาท ก็เก็บไว้ใช้ออมในทุกๆเดือน แค่นี้เราก็จะมีเงินเก็บก้อนใหญ่ในไม่ช้า ไว้สำหรับดาวน์บ้าน ดาวน์รถ วางแผนเกษียณ เป้าหมายในชีวิตของเราต่างๆก็จะสำเร็จได้ไม่ยากเลย สู้ๆ นะเจ้ามะนุดดด   ที่มา https://aommoney.com/stories/aommoney-ideas/%E0%B8%96/1531#jiffwu8x98
  • หลายคนที่บอกว่า ปีที่ผ่านมาคือการเผาหลอก แต่ปีนี้เผาจริง ซึ่งอาจจะตรงกันข้ามกับหลาย ๆ คนก็เป็นได้ เพราะแค่การเผาหลอก ธุรกิจบางประเภทก็ไหม้เป็นจุลไปแล้วก็มากมายนัก แต่ก็มีธุรกิจบางอย่างที่ลงทุนน้อย อาจจะมี เงิน 15,000 ลงทุนอะไร ได้หลายอย่างอย่างธุรกิจที่มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องแบบไม่หยุดยั้งอีกธุรกิจหนึ่ง ซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะมองข้ามกันไปหรือหลายคนที่อยากจะลองทำแต่ไม่กล้าและกลัว ก็ต้องบอกกันตรงนี้เลยว่า คนที่เขาประสบความสำเร็จที่มายืนอยู่จุดจุดนี้ได้ ก็คิดแบบนี้มาก่อนทั้งนั้น แต่แล้วทำไมเขาถึงได้ทำกันได้ และทำได้ดีเกินคาดกันอีกด้วยคุณคงกำลังสงสัยใช้ไหมว่ามันคือธุรกิจอะไร ธุรกิจที่มี เงิน 15,000 ลงทุนอะไร ได้อย่างแรกนั้นคือธุรกิจความสวยความงามการทำธุรกิจความสวยความงามนั้น ตามกระแสที่ผ่านมาไม่เคยมีประวัติการณ์ที่การตลาดในด้านนี้ลดลงเลย เพราะทุกวันนี้เราจะสังเกตได้ว่า คนวัยสามสิบขึ้นไป ยังมีหน้าตาผิวพรรณที่สวยงามไม่แพ้สาววัยยี่สิบต้น ๆ กันเลย ด้วยเครื่องสำอางและครีมบำรุงต่าง ๆ ที่หยุดความแก่ ชะลอความชราของเราลงได้ จึงทำให้หลายคนที่ต้องการความสาวเยาว์วัยแบบนี้จะต้องสรรหาของดีมาประจำตัวกันไว้ธุรกิจนี้จึงเป็นธุรกิจที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง และสำหรับคนที่ไม่กล้าเริ่มลงมือทำก็ต้องบอกว่า เป็นผู้ใช้ผลิตภัณฑ์กันก่อนก็ได้ เมื่อคุณมีความมั่นใจในผลิตภัณฑ์ที่ใช้กันแล้วก็ต้องบอกว่าเงินทองความมั่งคั่งจะมาหาคุณแบบที่คุณไม่ได้ตั้งใจ ไม่แพงแค่นี้ที่สามารถใช้เงินลงทุนน้อยที่ทำได้ ก็มีธุรกิจอย่างอื่นก็มีเช่นกันอย่างเช่น 1.ธุรกิจขายของตลาดนัด ตลาดนัดในขณะนี้ถือว่าเติบโตเป็นอย่างมาก คนมีพ่อค้าแม่ค้าเกิดขึ้นทุกวันเพราะด้วยเป็นการลงทุนที่น้อยที่สุด และก็มีโอกาสทำเงินสดได้ทุกวันด้วยเช่นกันอย่างเช่นการขายของจำพวกอาหาร ไม่ว่าอาหารของคุณนั้นจะเป็นแบบไหนก็ตามแต่ คุณสามารถขายได้อย่างแน่นอน ตรงนี้ถ้าสินค้าของคุณมีราคาที่สูงสักหน่อยก็ต้องหาทำเลที่ดีด้วยเช่นกัน หรือจะเป็นการขายน้ำ ขณะนี้ก็จะขายได้ดีและขายได้มากขึ้น เพราะสำหรับคนที่ขายน้ำนั้นไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็ขายได้ทั้งนั้น 2.เล่นหุ้น การลงทุนเล่นหุ้น คุณก็สามารถใช้เงินลงทุนไม่มากด้วยเช่นกัน ขณะนี้คำถามที่คุณได้ถามมาว่าเงิน 15,000 ลงทุนอะไรได้บ้างคำตอบนี้ถือเป็นคำตอบที่ยอดฮิตที่สุดเพราะปัจจุบันการเล่นหุ้นได้ขยับการลงทุนให้น้อยลงมาทำให้คนรุ่นใหม่สามารถเข้ามาศึกษากันได้แล้วด้วยเช่นกัน บางคนก็เข้ามาเล่นอย่างเต็มตัว ทำรายได้ต่อสัปดาห์ ต่อเดือน มากกว่าเงินเดือนก็มี ถือว่าเป็นการลงทุนที่น่าสนใจไม่น้อย แต่การลงทุนมีความเสี่ยงต้องศึกษาให้ดีก่อนการลงทุน 3.ลงทุนกับสลากต่าง ๆ ปัจจุบันมีสลากออมทรัพย์ออกมามากมาย บางคนก็ทำการซื้อเป็นเงินออมไว้ก็มากแต่สำหรับคนที่มีเงินฝากมาก ๆ นั้นจะนิยมใช้วิธีนี้มากที่สุด เพราะเงินที่ฝากก็จะไม่สูญหายและยังได้เงินปันผลที่มากด้วยเช่นกัน เป็นทางเลือกที่ดีไม่น้อย ถึงแม้ว่าผลตอบแทนกับเงินมีอยู่ขณะนี้อาจจะดูไม่มากนักแต่ก็ให้ผลตอบแทนที่ไม่มีคำว่าขาดทุนแน่นอน 4. ร่วมลงทุนกับผู้อื่น ถ้าคุณคิดว่าเงินที่คุณมีอยู่ขณะนี้ไม่มากพอทำอะไรได้ หรือคุณอาจจะไม่มีเวลาในการบริหารเงินเหล่านี้ก็อาจจะทำการลงทุนกับเพื่อนหรือผู้ค้าทางธุรกิจอื่นได้เช่นกัน คุณก็จะทำเงินได้และก็มีโอกาสโตทางธุรกิจด้วยเช่นกันอย่างในกรณีของ Facebook ที่ตอนแรกก็เป็นการร่วมลงทุนกันไม่มากนักและก็ได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง จนขณะนี้เรียกว่าไม่มีใครไม่รู้จัก Facebook ขนาดคุณเองก็ยังใช้ด้วยเช่นกัน 5. ขายของผ่านระบบออนไลน์ การขายของผ่านระบบออนไลน์นั้นถือว่ามีข้อดีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการสต็อกของหรือการโชว์สินค้าหรือจะเป็นในส่วนของการเช้าพื้นที่ขายสินค้า ซึ่งตรงนี้จะประหยัดต้นทุนได้เป็นอย่างมาก บางคนก็มีรายได้จากตรงนี้ตั้งแต่ก่อนจะเรียนจบเลยด้วยซ้ำ และต้องบอกว่าการทำงานอาชีพนี้กำลังได้รับความนิยมเงิน 15,000 ลงทุนอะไรดี ตรงนี้ก็อาจจะเป็นคำตอบให้กับคุณได้ดีด้วยเช่นกัน การเลือกขายของออนไลน์ก็เริ่มต้นจากสิ่งที่คุณชอบได้เลยอย่างเช่นผู้หญิงก็อาจจะเป็นเสื้อผ้า รองเท้า ผู้ชายก็อาจจะเป็นอุปกรณ์ตกแต่งรถหรือ ของสะสมเป็นต้น ไม่ว่าคุณจะเลือกทำอาชีพเสริมอะไรก็แล้วจะ เงิน 15,000 ลงทุนอะไรที่คุณได้ถามมาว่าสามารถทำอะไรได้บ้างก็ต้องบอกว่าแล้วแต่คุณจะชื่นชอบในสิ่งที่คุณกันด้วย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงานคือการลงทุนด้วยใจถ้าคุณไม่ลงทุนด้วยใจหรือเรียกว่าใส่ใจไม่มากพอ ไม่ว่าจะทุนเท่าไหร่ก็อาจจะไม่พอได้เช่นกัน แต่บางอย่างคุณก็อาจจะลงทุนไม่มากนักแต่ก็สามารถทำให้ประสบความสำเร็จได้ไม่นานด้วยเช่นกัน ตั้งใจทำทุกอย่างที่ได้ตัดสินใจทำลงไปแล้ว ไม่ว่าช้าหรือเร็วคุณก็ประสบความสำเร็จแน่นอน เปิดโอกาสให้กับตัวเองตั้งแต่วันนี้ แล้วก็ลงมือทำได้เลยไม่ต้องรอ     ที่มา https://moneyhub.in.th/article/investing-with-15000-baht/
  • เครียดเพราะเป็นหนี้ ไม่มีเงินก็ต้องสร้างหนี้หลายคนอาจมองว่า การสร้างหนี้เป็นเรื่องที่ปกติ ทุกคนย่อมมีเหตุผลร้อยแปด เพื่อที่จะสร้างหนี้กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนจน หรือคนรวยก็ตาม การสร้างหนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่นำมาใช้กับเรื่องไรสาระเสมอไป แต่การสร้างหนี้ที่ช่วยให้คนรวยขึ้นก็มีมากมาย การสร้างหนี้ทำได้ง่าย เพียงไม่กี่นาที แต่การปลดหนี้นั้นอาจใช้ทั้งชีวิตเพื่อทำ ดังนั้นสำหรับใครที่กำลังมีปัญหาเกี่ยวกับการเป็นหนี้มากเกินตัว และไม่รู้จะหาทางออกกับเรื่องนี้อย่างไร วันนี้เรามีเคล็ดลับการปลดหนี้ที่เห็นผลเพียงไม่กี่ปี มาแนะนำค่ะ เคล็ดลับของเราจะเป็นอย่างไร มาดูรายละเอียดพร้อมกันค่ะ   เคล็ดลับการปลดหนี้ด้วยตัวคุณเอง ก่อนอื่นที่คุณจะเริ่มต้นวางแผนปลดหนี้นั้น คุณจะต้องรู้จักห้ามใจตัวเองให้ได้เสียก่อน ข้อนี้สำคัญมากนะคะ ใครที่เป็นหนี้มากเกินความสามารถในการชำระคืนได้ทั้งหมด ถ้าคุณต้องการหลุดพ้นจากวงจรหนี้ คุณจะต้องห้ามใจ ถึงแม้บางครั้งอาจจะต้องการก็ตาม การห้ามใจตัวเองในที่นี้หมายถึง การหยุดใช้จ่ายตามใจตัวเอง เลิกพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการสร้างหนี้ หยุดสร้างหนี้ที่ไม่จำเป็นเพิ่ม เมื่อคุณสามารถห้ามใจตัวเองได้แล้ว มาถึงขั้นตอนการปลดหนี้กับเราได้เลยค่ะ หยุดสร้างหนี้ หยุดความต้องการของตัวเองทุกอย่าง เพื่อหยุดการสร้างหนี้เพิ่ม เริ่มต้นใช้จ่ายแบบประหยัด ทุกอย่างให้คิดว่ายังไม่ถึงเวลาที่คุณจะได้รับ ให้คิดเพียงว่าตอนนี้การปลดหนี้สำคัญที่สุด คำนวณจำนวนหนี้ทั้งหมด เพื่อให้การปลดหนี้เป็นไปตามแผนการที่วางไว้ คุณจะต้องรวบรวมหนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะนอกระบบ หรือในระบบแล้วจัดลำดับความสำคัญของหนี้ ลำดับหนี้คุณจะต้องเรียงจากหนี้ที่เสียดอกเบี้ยสูงสุดก่อน เพื่อให้ปลดหนี้ได้เร็วที่สุด จากนั้นเปรียบเทียบเงื่อนไขของการชำระหนี้ ควรชำระหนี้ที่มีเงื่อนไขเข้มงวดก่อน แล้วจึงชำระหนี้อื่น ๆ ตามลำดับ คำนวณรายได้ทั้งหมด รายได้ทั้งหมดที่เข้าในแต่ละเดือนนั้น เป็นเงินจำนวนเท่าไหร่ และเหลืออยู่เท่าไหร่ เพื่อนำเงินส่วนที่เหลือไปบริหารจัดการกับการใช้หนี้ การคำนวณรายได้คงเหลือ คุณจะต้องนำรายได้ทั้งหมดต่อเดือน มาลบกับค่าใช้จ่ายจำเป็น เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าบ้าน รวมถึงค่าอาหาร ค่ารถโดยประมาณ ส่วนที่เหลือก็จัดสรรชำระหนี้ตามลำดับในตารางหนี้ ชำระหนี้ตามลำดับ ถ้าคุณมีหนี้บ้าน หรือรถ แนะนำให้ชำระตามกำหนดเวลาก่อน แล้วส่วนที่เหลือค่อยทยอยชำระหนี้อื่น ๆ แต่ถ้าคุณไม่มีภาระผ่อนบ้าน ผ่อนรถ มีเพียงหนี้บัตรเครดิตและหนี้อื่น ๆ อีกเล็กน้อย แนะนำให้คุณชำระหนี้บัตรเครดิตให้มากกว่าขั้นต่ำในทุกเดือน เพื่อลดภาระดอกเบี้ยลง จากนั้นค่อยทยอยชำระหนี้ส่วนอื่น ๆ ที่เสียดอกเบี้ยต่ำ หารายได้เพิ่ม เมื่อคำนวณรายได้กับค่าใช้จ่ายแล้ว ไม่เพียงพอกับการใช้หนี้ แนะนำให้รีบหารายได้เพิ่มจากหลาย ๆ ช่องทาง เช่น การขายของหลังเลิกงาน การทำงาน Part Time หรือการทำงานผ่านทางระบบออนไลน์ เท่านี้คุณก็สามารถมีรายได้เพิ่ม และนำรายได้ส่วนนั้นมาชำระหนี้ตามลำดับขั้นที่วางไว้ได้ในทุกเดือน เพราะยิ่งเดือนไหนคุณสามารถหารายได้ได้มากขึ้น ก็ยิ่งปลดหนี้ได้เร็วขึ้นเท่านั้น ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นออกไปให้หมด เช่น ลดค่าเสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋าที่มีใช้แบบ 7 วันไม่ซ้ำแบบ หรือค่าช้อปปิ้ง เครื่องประดับ เครื่องสำอางที่มีราคาแพง เพียงเพราะต้องการซื้อให้ทันเทรดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ต้องเสียเงินเป็นจำนวนมาในแต่ละวัน เพื่อให้มีเงินเหลือชำระหนี้ และปลดหนี้ได้อย่างรวดเร็วที่สุด ติดต่อประนอมหนี้ กรณีที่คุณไม่มีรายได้เพิ่ม ไม่สามารถแบ่งเงินเดือนออกมาชำระหนี้เพื่อปลดหนี้ได้ หรือกำลังรอเงินโบนัสที่จะออกทุกปี คุณก็สามารถติดต่อกับธนาคารหรือเจ้าหนี้เพื่อประนอมหนี้ได้ แต่วิธีการประนอมหนี้นั้น ไม่ได้ช่วยให้ยอดเงินต้นของคุณลดลง แต่เพียงช่วยให้คุณรับภาระหนี้ต่อเดือนน้อยลงเท่านั้น ดังนั้น วิธีนี้จึงไม่เหมาะสมกับผู้ที่ไม่มีเงินโบนัส หรือเงินก้อนใหญ่อื่น ๆ เข้ามา เมื่อเป็นหนี้แล้วไม่ยอมจ่ายจะเกิดอะไรขึ้น สำหรับใครที่ไม่สามารถทำตามขั้นตอนที่เราแนะนำข้างต้นได้ จนเมื่อถึงเวลาหนี้คุณไม่สามารถชำระหนี้ได้ทัน หรือไม่มีเงินจ่ายหนี้ที่เหลือ สิ่งที่บางคนอาจเผลอทำก็คือ การเบี้ยวหนี้ ไม่มีเงินจ่ายไม่ว่าด้วยเหตผลใดก็ตาม หรือตกงานกระทันหัน คุณอาจจะพบกับชีวิตเช่นนี้ได้ผลกระทบจากการเบี้ยวหนี้ เมื่อไม่มีเงินจ่ายก็ทำใจ และเตรียมตัวโดนฟ้องได้เลย เพราะคดีเกี่ยวกับหนี้สิน เป็นคดีแพ่ง โทษจึงไม่ถึงขั้นติดคุก คุณก็อาจจะสบายใจได้ส่วนหนึ่ง แต่ไม่ติดคุก ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะไม่ต้องจ่ายนะคะ โดยปกติหากมีหมายศาลส่งไปที่บ้าน เจ้าหนี้จะให้โอกาสกับลูกหนี้ก่อน การปรานีปรานอมลดอัตราดอกเบี้ยให้ หรือบางครั้งอาจให้ชำระคืนเฉพาะเงินต้นก็มี เรื่องจึงจบอยู่ที่ไกล่เกลี่ย ไม่ต้องถึงชั้นศาล ดังนั้น ทำใจและเตรียมพร้อมรับมือและร่วมกับแก้ไขปัญหาเหล่านี้โดยการเจรจาตกลงกับเจ้าหนี้เป็นการดีที่สุดค่ะ เมื่อไกล่เกลี่ยไม่เป็นผล คุณก็ต้องเตรียมรับมือกับการอายัดเงิน และยึดทรัพย์สิน เพราะเจ้าหนี้ทุกรายรวมกัน สามารถร้องขอต่อศาลเพื่ออายัดเงินเดือนของคุณได้ ไม่เกิน 30% ของเงินเดือน แต่หากหลังจากหัก 30% แล้ว คุณมีเงินเดือนเหลือน้อยกว่า 10,000 บาท เจ้าหนี้จำเป็นต้องเหลือเงินให้คุณ 10,000 บาทเอาไว้สำหรับการดำรงชีวิตค่ะ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของรายงานเครดิตที่เครดิตบูโรนั้น จะถูกบันทึกเป็น ค้างชำระ ตั้งแต่งวดแรกที่คุณเบี้ยว และจะขึ้นค้างชำระไปเรื่อย ๆ โดยจะมีกำหนดวันพ่วงเข้ามาด้วย เช่น ค้างชำระ 30 – 60 วัน, 61 – 90 วัน และจะเพิ่มจำนวนวันไปเรื่อย ๆ หากไม่มีการชำระเข้ามา โดยเมื่อใดที่คุณชำระหนี้เงินจำนวนนี้จะตัดไปหนี้ก้อนที่เก่าที่สุดก่อน และรายงานเครดิตจะยังคงขึ้นว่าค้างชำระอยู่ แต่จำนวนวันลดลงตามจำนวนก้อนหนี้แต่ละงวดค่ะ ทั้งนี้ถ้าเป็นไปได้อย่างคิดเบี้ยวหนี้กันเลยค่ะ แนะนำให้หาวิธีการในการปลดหนี้ให้ได้เร็ว ๆ ดีกว่าค่ะ   ที่มา https://moneyhub.in.th/article/how-to-clear-your-debt/
  • หากใครที่กำลังอยากจะรีไฟแนนซ์บ้าน แต่ติดปัญหาเรื่องว่ากำลังจะย้ายงานใหม่อยู่พอดี ก็ตามเรามาดูทางนี้ครับ เพราะวันนี้MoneyGuru.co.thได้รวบรวมข้อมูลในส่วนของ ย้ายงานก่อน รีไฟแนนซ์บ้าน ได้ไหม? มาฝากพวกเรากัน เพื่อไว้เป็นข้อมูลในการวางแผนและการตัดสินใจครับ และสำหรับคนที่สนใจก็สามารถอ่านไว้เป็นความรู้ได้นะครับ เผื่อถึงเวลาของตัวเราจะได้นำมาใช้ครับ ย้ายงานก่อน รีไฟแนนซ์บ้าน ได้หรือไม่? เราขอแนะนำว่า หากใครต้องการที่จะรีไฟแนนซ์บ้าน ก็ขอให้ทำก่อนที่จะออกจากงานหรือย้ายงานจะเป็นการดีกว่าครับ  เพราะเมื่อทางสถาบันการเงินเห็นว่าเรายังมีรายได้และมีอายุงานที่เหมาะสม ทางสถาบันการเงินก็มีโอกาสที่จะอนุญาตให้เราทำการรีไฟแนนซ์ได้มากขึ้น  ทางที่ดีนั้นควรทำการรีไฟแนนซ์เสียก่อนที่เราจะย้ายงานจะเป็นการดีกว่าครับ หรืออาจจะลองติดต่อสอบถามกับทางสถาบันการเงินที่เราสนใจจะรีไฟแนนซ์ด้วยก็ได้ครับ เพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับเรื่องในส่วนนี้ครับ และใครที่กำลังสงสัยหรืออยากจะศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการ รีไฟแนนซ์ (Refinance) นี้เพิ่มเติม ก็ตามมาดูรายละเอียดทางนี้ได้เลยครับ รีไฟแนนซ์คืออะไร? ช่วยอะไรเราได้บ้าง? รีไฟแนนซ์(Refinance) หมายถึง การชำระเงินกู้ที่มีอยู่ในปัจจุบันทั้งหมดของเรา ด้วยเงินกู้ใหม่ที่เรานั้นได้ทำการขอกู้เงินมาจากสถาบันการเงินแห่งใหม่ และใช้สินทรัพย์ตัวเดิมเป็นหลักประกัน ส่วนใหญ่การรีไฟแนนซ์มักจะเกิดในกรณีที่เราผ่อนบ้าน คอนโด หรือรถยนต์ไม่ไหว ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น หมุนเงินไม่ทัน ดอกเบี้ยของหนี้เดิมที่มีอยู่ค่อนข้างสูง จ่ายเงินค่างวดต่อเดือนสูง เป็นต้น ด้วยสารพัดเหตุผลที่เราว่ามานี้ ทำให้เราไปขอกู้จากสถาบันการเงินแห่งใหม่ เพื่อมาจ่ายหนี้เก่าที่เรามีอยู่ให้หมดไปนั่นเอง เป้าหมายของการรีไฟแนนซ์ เป้าหมายของการรีไฟแนนซ์ ก็เช่น เพื่อให้เราได้รับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง ระยะเวลาในการชำระหนี้นานขึ้น ค่างวดที่ต้องจ่ายต่อเดือนลดลง เป็นต้น การรีไฟแนนซ์ที่ถูกต้องนั้น จะต้องเป็นการกู้เงินที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวผู้กู้มากที่สุด หรือเข้าใจได้ง่ายๆ ว่า เมื่อเราทำการรีไฟแนนซ์มาแล้วหนี้สินสามารถลดลงจากของเดิมนั่นเอง เมื่อทำความรู้จักกับเรื่องการ รีไฟแนนซ์ (Refinance) เพิ่มเติมกันไปแล้ว ก็ย้อนกลับมาดูในส่วนของการรีไฟแนนซ์บ้านกันต่อว่า เอกสารที่เราต้องเตรียมไว้สำหรับใช้ในการขอรีไฟแนนซ์บ้านมีอะไรบ้างมาดูกัน เอกสารที่เราต้องเตรียมไว้สำหรับใช้ในการขอรีไฟแนนซ์บ้าน เอกสารในการขอ รีไฟแนนซ์บ้าน ที่เราจะต้องเตรียมมีดังนี้ 1.เอกสารแสดงข้อมูลส่วนบุคคล เอกสารส่วนนี้จะเป็นเอกสารที่มีความเกี่ยวข้องกับเรา (ผู้กู้) ที่จะใช้ในการยืนยันตัวตนของเรากับทางสถาบันการเงิน ว่าเราเป็นตัวจริงไม่ใช่บุคคลอื่นมาแอบอ้าง โดยเอกสารส่วนนี้จะประกอบไปด้วย สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-สกุล (กรณีที่มี) สำเนาบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน ของคู่สมรส (กรณีที่มี) สำเนาทะเบียนสมรส (กรณีที่มี) / หย่า (กรณีที่มี) สำเนาใบมรณบัตร และทะเบียนสมรสของคู่สมรส (กรณีที่คู่สมรสเสียชีวิต) ** หากกรณีผู้กู้ร่วม ต้องให้ผู้กู้ร่วมเตรียมเอกสารแสดงข้อมูลส่วนบุคคลมาด้วยเช่นกัน ** 2.เอกสารแสดงรายได้ เอกสารส่วนนี้จะเป็นส่วนที่ทางสถาบันการเงินจะใช้พิจารณาว่าเรานั้น ตรงตามเงื่อนไขที่ทางสถาบันการเงินระบุไว้หรือไม่ เนื่องจากเป็นส่วนที่จะแสดงให้เห็นถึงรายได้และประวัติการเดินบัญชี รวมถึงสถานะการเงินของเรา (ผู้กู้) นั่นเอง โดยเอกสารส่วนนี้จะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 2.1.กรณีบุคคลที่มีรายได้ประจำ สลิปเงินเดือน ย้อนหลัง 3 เดือน หรือหนังสือรับรองการทำงาน สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน หนังสือผ่านสิทธิสวัสดิการ (กรณีที่มี) สำเนารับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) (สำหรับในบางสถาบันการเงิน) 2.2.กรณีบุคคลที่ประกอบธุรกิจส่วนตัว สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียน หรือ ใบทะเบียนการค้า สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีชื่อผู้กู้ หรือ ผู้กู้ร่วม สำเนาบัญชีธนาคารย้อนหลัง 12 เดือน (ทั้งในนามบุคคลและกิจการ) สำเนา ภ.พ. 30 (กรณีที่มี) หรือ ภงด. 50/51 ย้อนหลัง 5 เดือน (กรณีที่มี) ** หากกรณีผู้กู้ร่วม ต้องให้ผู้กู้ร่วมเตรียมเอกสารแสดงรายได้มาด้วยเช่นกัน ** ** เอกสารแสดงรายได้นี้ จะขึ้นอยู่กับแต่ละสถาบันการเงิน ว่าจะขอมากหรือน้อยอย่างไร ** 3. เอกสารด้านหลักประกัน จะเป็นเอกสารที่ใช้ยืนยันความเป็นเจ้าของหลักประกันที่จะนำมารีไฟแนนซ์ โดยเอกสารส่วนนี้จะประกอบไปด้วย สำเนาเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์หลักประกัน เช่น โฉนดที่ดิน หรือ หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด อช.2 เป็นต้น สำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน ทด.13 หรือ สัญญาให้ที่ดิน ทด.14 หรือ สัญญาซื้อขายห้องชุด สำเนาหนังสือสัญญาจำนองที่ดิน หรือ สำเนาสัญญาจำนองห้องชุด สำเนาสัญญาเงินกู้กับสถาบันการเงินเดิม สำเนาใบเสร็จผ่อนชำระค่างวดบ้าน หรือ ถ้าผ่อนชำระแบบตัดค่างวดอัตโนมัติ ให้ใช้ รายการเดินบัญชีย้อนหลัง 12 เดือน ที่มา https://www.moneyguru.co.th/blog/%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B9%81%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%8B%E0%B9%8C%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99
  • สวัสดีครับเพื่อน ๆ หลายคนอาจจะเป็นห่วงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจของโลกเรา เช่น ถ้าฟองสบู่แตกขึ้นมาอาจจะกระทบกับการเงินของเราได้ เราก็เคยเห็นตัวอย่างตอนเศรษฐกิจตกต่ำ ทำเอาหลายคนกินไม่ได้นอนไม่หลับไปหลายวัน เพราะฉะนั้น วันนี้พี่หมีจะมาบอกเคล็ดลับวางแผนการเงินให้ฟังกันครับ ว่าเราจะสร้างนิสัยวางแผนการเงินเพื่อป้องกันปัญหาทางเศรษฐกิจ หากเกิดอะไรขึ้นมา เราจะได้อยู่รอดปลอดภัยครับ     1. มีกองทุนฉุกเฉิน หากเพื่อนๆเก็บเงินอยู่ในกองทุนดอกเบี้ยสูงที่รับประกันความปลอดภัยระดับหนึ่ง เราก็จะแน่ใจได้ว่าเงินของเราจะยังอยู่ครบหากเกิดอะไรขึ้นได้ แถมยังสามารถถอนออกมาใช้ในยามฉุกเฉินได้ง่าย อย่างเช่น หากเราตกงานหรือมีค่าใช้จ่ายเงินใหญ่ครับ 2. อย่าใช้เงินเกินตัว ถ้าเพื่อนๆชินกับการใช้เงินอย่างประหยัดและมีเงินเก็บเหลือในทุกวัน ก็เป็นการวางแผนการเงินที่ช่วยให้เรามีความเสี่ยงเป็นหนี้น้อย ถ้าเกิดราคาน้ำมันหรือค่าครองชีพแพงขึ้น เราก็จะสามารถปรับตัวได้ง่ายขึ้นครับ ถ้าเราเป็นหนี้อยู่แล้ว เกิดของราคาสูงขึ้นมาเราก็จะหาเงินมาโปะตรงนี้ได้ลำบากถ้าเพื่อน ๆ จะพยายามมากกว่านี้อีกนิด ก็ลองวิธีวางแผนการเงินฉบับครอบครัวแบบนี้ครับ หากเราและคู่ของเรามีรายได้ทั้งคู่ เพื่อนๆลองใช้ชีวิตให้อยู่ในงบประมาณรายได้ของคนใดคนหนึ่งเท่านั้น ถ้าจะพอประหยัดได้ เพราะการวางแผนการเงินแบบนี้ ในเวลาปกติ เราก็จะมีเงินเหลือเก็บเยอะขึ้น แต่ถ้าเกิดคนใดคนหนึ่งถูกเลย์ออฟกะทันหันขึ้นมา บ้านเราก็จะยังอยู่ได้โดยไม่เดือดร้อนเกินไปครับ 3. มีแหล่งรายได้มากกว่า1ทาง แม้ว่าเรามีงานประจำอยู่แล้ว แต่เพื่อน ๆ ก็อาจจะลองหารายได้เสริมไว้บ้างนะครับ ไม่ว่าจะเป็นงานที่ทำออนไลน์ หรือขายของเล็ก ๆ น้อย ๆ นอกเวลางาน เพราะความไม่แน่นอนของธุรกิจในปัจจุบันทำให้เราต้องวางแผนการเงินอย่างรอบคอบ และเราไม่ควรจะพึ่งพารายได้จากแหล่งเดียวครับ อย่างน้อยถ้าเพื่อน ๆ ตกงานกระทันหัน ก็ยังมีงานรายได้เสริมที่จะช่วยให้เรามีเงินในช่วงที่หางานใหม่ได้ครับ เผลอ ๆ บางคนจับทางถูก ไม่ต้องง้องานประจำแต่เอางานเสริมมาเป็นรายได้หลักเลยก็มีนะครับ 4. วางแผนการเงินด้วยการลงทุนระยะยาว ในบางครั้งถ้าเงินที่เราลงทุนไว้ขาดทุนเพราะว่าหุ้นตกก็อย่าเพิ่งตกใจไปนะครับ ขอให้เรามองยาว ๆ ก็น่าจะรู้ว่าตลาดมีวันขึ้นลงเป็นรอบ ๆ และในระยะยาวเพื่อน ๆ ก็สามารถขายทำกำไรได้อยู่แล้ว แต่ต้องระวังนิดนึงนะครับ ถ้าเราใกล้วัยเกษียณแล้ว อาจจะรอไม่ได้ เราต้องวางแผนการเงินอีกแบบ อาจจะย้ายเงินส่วนหนึ่งไปไว้ในกองทุนความเสี่ยงต่ำ หรือเลือกบัญชีเงินฝากประจำดอกเบี้ยสูงเอาไว้เพื่อให้มั่นใจว่าเราจะมีเงินใช้หลังเกษียณ 5. เข้าใจการยอมรับความเสี่ยงของตัวเอง แม้ว่ากูรูการลงทุนหลายคนจะชอบพูดว่าอายุเท่านี้ควรจะวางแผนการเงินแบบนี้ โดยเฉพาะคนที่อายุน้อยควรจะลงทุนแบบความเสี่ยงสูง แต่ถ้าเพื่อนๆยอมรับความเสี่ยงสูงไม่ได้ ก็อาจจะต้องปรับการลงทุนของตัวเองครับ เราอาจจะต้องดูว่าความหวือหวาของทรัพย์สินแบบไหนที่เราพอรับได้ หากราคาหุ้นที่เราถืออยู่ตกไป 20 เปอร์เซ็นต์แล้วทำให้เรานอนไม่หลับทั้งคืนล่ะก็ เพื่อน ๆ ก็ต้องเปลี่ยนการวางแผนการเงินใหม่ เช่น เอาเงินไปใส่ไว้ในกองทุนที่ราคาไม่ได้ขึ้นลงมากจนเราตกใจแทนครับ แต่อย่างที่พี่หมีบอกไปแล้ว ถ้าเราเข้าใจการลงทุนในระยะยาว เราก็อาจจะต้องอดทนมากขึ้น และวางแผนการเงินให้ยอมรับความเสี่ยงได้มากขึ้นครับ 6. ลงทุนในหลาย ๆ แหล่ง เพื่อน ๆ อาจจะเคยได้ยินคนที่บอกว่าถ้าเราเก็บเงินไว้ที่เดียวจะอันตรายมาก ซึ่งจริงครับ การวางแผนการเงินที่สำคัญอย่างหนึ่งคือการลงทุนในทรัพย์สินหลายอย่าง เพราะถือเป็นการกระจายความเสี่ยงและกระจายอาการตกใจของเราครับ เช่นถ้าตอนนี้เพื่อน ๆ มีบ้านและมีบัญชีเงินออมทรัพย์ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เพราะว่าถือว่าเราได้ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ 1 อย่างแล้วก็มีเงินสดเก็บไว้ 1 ที่ครับ แนะนำว่าพยายามหาแหล่งทุนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรง เพราะถ้าเกิดอันนึงราคาตก อีกอันขึ้น เราก็ยังพอจะอุ่นใจได้อยู่ครับ 7. รักษาคะแนนความน่าเชื่อถือของตัวเองให้ดี เมื่อเศรษฐกิจขาลง แน่นอนว่าคนที่มีคะแนนความน่าเชื่อถือสูงก็จะได้รับอนุมัติเงินกู้ หรือเครดิตได้ง่ายกว่า พี่หมีเลยจะแนะนำให้เพื่อน ๆ วางแผนการเงินให้ดีตั้งแต่ตอนนี้ สร้างนิสัยการจ่ายบิลให้ตรงเวลา อย่าเปลี่ยนบัตรเครดิตบ่อยและให้สัดส่วนหนี้กับเครดิตที่ได้มีเงินเหลือไว้เยอะๆครับ ซึ่งนิสัยแบบนี้ไม่ได้ดีเฉพาะเวลาขาลงเท่านั้น แต่เป็นนิสัยที่จะทำให้เราไม่ต้องเป็นหนี้ในช่วงเวลาปกติด้วยนั่นเองครับ เศรษฐกิจขาลงดูเหมือนจะเป็นเรื่องน่ากลัว แต่ถ้าเราวางแผนการเงินให้ดี ก็สามารถป้องกันผลกระทบและรักษาทรัพย์สินของเราไว้ให้ดีได้ครับ เพราะการเก็บเงินและการลงทุนต้องใช้เวลาทั้งนั้น เพื่อน ๆ คนไหนสนใจการวางแผนการเงินก็ลองเข้าไปดูในเว็บไซต์โกแบร์ได้นะครับ พี่หมีมีข้อแนะนำรอเพื่อน ๆ อยู่อีกเยอะเลยครับ   ที่มา https://moneyhub.in.th/article/how-to-prepare-your-financial-when-economic-downfall/