รณรงค์ป้องกันหนี้

รณรงค์ป้องกันหนี้

  • “วางแผนการเงินล่วงหน้าให้เหมาะกับอาชีพของตัวเองเพื่อเตรียมพร้อมรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันและป้องกันชีวิตสะดุด” การวางแผนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทุกๆ วันเราจะเห็นว่า เรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้ตลอด ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องที่ต้องเสียทรัพย์ทั้งสิ้น และการที่ไม่ได้เตรียมวางแผนการเงินไว้ล่วงหน้าก็ทำให้ขาดสภาพคล่องได้ ดังนั้น ทุกคนจึงควรวางแผนเผื่อไว้ล่วงหน้า แต่ใช่ว่าแผนเหมือนกันจะใช้ได้สำหรับทุกคน เพราะในช่วงวัยเดียวกันแต่มีอาชีพที่แตกต่างกัน ก็ย่อมมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ซึ่งจะมีเทคนิคต่างกันอย่างไรบ้างนั้นมาลองดูกัน มนุษย์เงินเดือน โดยทั่วไปมนุษย์เงินเดือนจะได้รับเงินเดือนเป็นประจำเท่าๆ กันทุกสิ้นเดือน เรียกได้ว่า มีรายได้ประจำสม่ำเสมอ หากทำงานล่วงเวลาเกินปกติ ก็จะมีรายได้เพิ่มเป็นโอทีอีกต่างหาก ดังนั้น หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด หรือเกิดแผนที่ไม่ได้ตั้งใจ ก็ยังมีความปลอดภัยสำหรับรายได้อยู่ค่อนข้างสูง  การกันเงินสำรองเงินเผื่อฉุกเฉินของมนุษย์เงินเดือนจึงไม่จำเป็นต้องมีมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับอาชีพอื่น โดยทั่วไปควรมีประมาณ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายประจำในแต่ละเดือน  ในการคำนวณค่าใช้จ่ายต่อเดือนนั้น จะนับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมด เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าเช่า ค่าผ่อนบ้าน/รถยนต์ ค่าอาหาร ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำมัน ค่าประกันชีวิต ค่าประกันทรัพย์สิน ฯลฯ โดยเงินที่กันสำรองควรนำไปลงทุนในสินทรัพย์สภาพคล่อง ที่สามารถไถ่ถอนได้อย่างรวดเร็ว เช่น เงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากประจำเผื่อฉุกเฉิน กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น เป็นต้นในส่วนความคุ้มครองเพื่อปกป้องชีวิต ทรัพย์สินและหนี้สินผ่านการทำประกันภัยนั้น มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่จะมีสวัสดิการประกันภัยหมู่จากบริษัท จึงควรเพิ่มความคุ้มครองประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ที่มีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป เพื่อคุ้มครองชีวิตและยังสามารถนำไปช่วยลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย นอกจากนี้ ควรทำประกันหนี้บัตรเครดิต ประกันภัยบ้านและรถยนต์ เพื่อลดความเดือดร้อนหากเกิดเหตุไม่คาดคิดกับทรัพย์สินขึ้น อาชีพอิสระ หรือ Freelance จะมีความแตกต่างจากมนุษย์เงินเดือน คือ ไม่มีรายได้ประจำ รายได้จะขึ้นอยู่กับงานที่สำเร็จตามที่ตกลงกันไว้ จึงจะได้รับค่าจ้างตามสัญญา ดังนั้น หากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดดังเช่นที่ผ่านมา ไม่สามารถทำงานได้เสร็จตามที่กำหนด อาจทำให้ไม่ได้รับค่าจ้าง ดีไม่ดีอาจเสียค่าปรับจากการส่งงานล่าช้า หรือถ้านายจ้างประสบปัญหาอุทกภัย ยกเลิกการผลิต กลุ่มอาชีพอิสระก็อาจขาดรายได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้น สำหรับอาชีพ Freelance จึงควรมีการกันเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินที่มากกว่ามนุษย์เงินเดือน โดยควรกันไว้ไม่น้อยกว่า 9 เท่าของค่าใช้จ่ายประจำในแต่ละเดือน ในส่วนของความคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สิน    ชาว Freelance ควรให้ความสำคัญมากกว่ามนุษย์เงินเดือน เพราะไม่มีสวัสดิการจากนายจ้าง ดังนั้น หากชาว Freelance มีภาระหนี้สินบ้าน รถยนต์ หรือหนี้ประเภทอื่นๆ แนะนำให้มีการทำประกันชีวิตแบบระยะเวลา (Term Insurance) เพราะเป็นประกันชีวิตที่มีค่าเบี้ยประกันถูก เมื่อเทียบกับความคุ้มครอง แต่มีข้อเสียคือเป็นเบี้ยทิ้ง และไม่สามารถนำค่าเบี้ยประกันมาหักลดหย่อนภาษีได้นั่นเอง หรืออีกทางเลือกหนึ่ง คือการทำประกันชีวิตแบบตลอดชีพ ซึ่งค่าเบี้ยประกันภัยไม่แพงมากนัก อีกทั้งยังสามารถนำค่าเบี้ยประกันมาหักลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย ธุรกิจส่วนตัว อาชีพที่หลายคนใฝ่ฝันอยากเป็น เพราะไม่ต้องการเป็นลูกจ้างใคร และได้เป็นเจ้านายของตัวเอง แต่การเป็นเจ้าของธุรกิจก็ต้องมีภาระความรับผิดชอบมากขึ้น เพราะไม่เพียงแต่คิดกลยุทธ์การตลาด พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมถึงการรับผิดชอบดูแลลูกน้องลูกจ้าง และการบริหารต่างๆ แล้ว ยังต้องรับผิดชอบดูแลยอดขาย ขาดทุนและกำไรที่เกิดขึ้นด้วย หากธุรกิจที่ทำอยู่ไปได้ด้วยดี เช่นไม่เจอวิกฤติน้ำท่วมแต่บริษัทคู่ค้าประสบปัญหา ไม่สามารถส่งของให้ได้ ก็อาจทำให้ธุรกิจที่ทำอยู่ประสบกับปัญหาความยุ่งยากได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้น สำหรับธุรกิจส่วนตัวจึงควรมีการกันเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินที่มากกว่าในทุกอาชีพ เพราะนอกจากจะสำรองเผื่อสำหรับค่าใช้จ่ายประจำส่วนตัวแล้ว ยังต้องสำรองเผื่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่ต้องใช้ทุนส่วนตัวอีกด้วย ในส่วนของความคุ้มครอง นอกจากผู้ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว ควรทำประกันชีวิต ประกันทรัพย์สิน บ้าน รถยนต์ ประกันหนี้สินบัตรเครดิตส่วนตัวแล้ว ยังควรต้องมีการทำประกันเผื่อสำหรับอาคารสำนักงาน รถยนต์บริษัท ประกันสุขภาพกลุ่มของพนักงาน ประกันหนี้สินต่างๆ ตามประเภทธุรกิจที่ทำอีกด้วย การวางแผนรับมือที่แตกต่างกันในแต่ละอาชีพนั้น ถือเป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในอนาคต เพื่อให้ชีวิตของคุณไม่สะดุด แม้เมื่อเจอกับความไม่แน่นอน  ที่มา : https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Jobber_A017.aspx  
  • “หาแหล่งเงินกู้ยืมใกล้ๆ ตัวก่อนโดยเริ่มจากสถาบันการศึกษา หรือบริษัทเอกชน สวัสดิการพนักงาน และสินเชื่อบุคคลเพื่อการศึกษา เพื่อประหยัดต้นทุนในการกู้เงินเรียน” ไม่ว่าในอดีตหรือปัจจุบัน การลงทุนทางการศึกษาถือว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลอย่างคุ้มค่า เพราะไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการดำรงชีวิต หรือการทำงาน ต่างต้องมีความรู้ด้วยกันทั้งนั้น ยิ่งใกล้ช่วงเปิดเสรีอาเซียนด้วยแล้ว ยิ่งทำให้การเรียนมีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านภาษา และการพัฒนาความรู้ใหม่ๆ ให้ทัดเทียมกับประเทศเพื่อนบ้าน ดังคำพังเพยที่ว่า “รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา” แต่หากเราไม่มีทุนส่งเสียตัวเองให้เรียนได้ หรือหารายได้พิเศษเพิ่มเติมแล้วก็ยังไม่เพียงพอ นอกจากการกู้ยืมเงินจากครอบครัวหรือคนรู้จักแล้ว ยังมีแหล่งเงินกู้สำหรับการศึกษาที่ช่วยให้ฝันเป็นจริงได้ การกู้เพื่อการศึกษาถือว่าเป็นการกู้ที่คุ้มค่า เพราะช่วยให้มีความรู้ มีการศึกษาเพิ่มขึ้น สามารถนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอด สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตนเองได้ เรามาดูแหล่งเงินกู้เพื่อการศึกษากันค่ะ ขอทุนจากสถาบันการศึกษา หรือบริษัทเอกชน ซึ่งโดยทั่วไป สถาบันการศึกษาจะมีทุนสำหรับนักเรียนเรียนดี และในส่วนของบริษัทเอกชน มักมีทุนการศึกษาสำหรับตำแหน่งงานที่ต้องการ แนะนำให้หาจากเว็บไซต์บริษัทต่างๆ และศึกษาข้อมูล เงื่อนไขของการขอทุนว่าเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งโดยปกติเมื่อศึกษาจบแล้ว บริษัทมักจะให้กลับมาทำงานให้กับบริษัท เพื่อใช้ความรู้ที่ได้เรียนไปมาต่อยอดหรือพัฒนาองค์กร ดังนั้น หากขอทุนได้ นอกจากจะได้เรียนในสิ่งที่ต้องการแล้ว เมื่อเรียนจบยังได้สิทธิทำงานต่อในบริษัทที่ให้ทุนอีกด้วย สวัสดิการพนักงาน ในกรณีที่ทำงานและต้องการหาความรู้เพิ่มเติม การกู้ยืมสวัสดิการพนักงาน นอกจากจะยังสามารถทำงานต่อไปได้แล้ว ยังได้เรียนในสิ่งที่ต้องการ ที่สำคัญดอกเบี้ยจากการกู้ยืมสวัสดิการพนักงานมักจะมีอัตราที่ถูกกว่าการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน เพราะบริษัทให้สิทธิประโยชน์กับพนักงานในด้านการศึกษาเพื่อต่อยอดองค์ความรู้ให้กับบริษัทต่อไป สินเชื่อบุคคลเพื่อการศึกษา ในกรณีที่ไม่มีสวัสดิการกู้ยืมเพื่อการศึกษา สินเชื่อบุคคลเพื่อการศึกษาก็นับเป็นสินเชื่อที่น่าสนใจเพราะไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพียงแค่ใช้บุคคลค้ำประกันเพียงคนเดียว เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาสำหรับ ผู้ศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก หรือประกาศนียบัตรบัณฑิต สำหรับวงเงินให้กู้สูงสุดจะอยู่ที่ 80% ของค่าใช้จ่าย อัตราดอกเบี้ยคิดแบบลดต้นลดดอกจากยอดเงินคงค้าง โดยมีระยะเวลาผ่อนชำระ 5-7 ปี สำหรับการใช้สินเชื่อบุคคลเพื่อการศึกษา จะต้องมีรายได้ประจำต่อเดือนตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป โดยผู้มีรายได้ประจำต้องมีอายุการทำงานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ส่วนผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัวต้องมีการดำเนินธุรกิจปัจจุบันมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี การกู้เงินเพื่อการศึกษา นับว่าเป็นการลงทุนที่ก่อให้เกิดทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากจะช่วยให้ตนเองเป็นบุคคลที่มีคุณภาพแล้ว ยังส่งผลดีต่อสังคมและประเทศชาติอีกด้วย ดังนั้น การลงทุนเพื่อการศึกษาจึงถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและสมควรแก่การลงทุนเป็นอย่างยิ่ง ที่มา : https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Debt_A021.aspx
  • เวลาเจ็บป่วย ไม่ว่าอาการจะหนักเบาแค่ไหน เราจะนึกถึงหมอ นึกถึงร้านขายยา เราจะรู้สึกว่าเรามีปัญหาที่แก้เองไม่ได้ และหมอช่วยได้ ร้านขายยามีทางออก แต่ถ้าบุคคลที่อยู่ในสถานการณ์ต่อไปนี้ คุณคิดว่าเขาจะไปปรึกษาหรือขอคำแนะนำจากใครหรือไม่ บุคคลที่มีเหตุฉุกเฉินในครอบครัว ทำให้ต้องกู้หนี้ยืมสิน มีภาระต่อเดือนสูงจนแทบไม่มีเงินเหลือพอให้ใช้จ่ายประจำ (เทียบได้กับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ระยะเริ่มแรกที่มีไข้สูง และจำเป็นต้องได้รับยารักษา) คุณคิดว่าบุคคลกลุ่มนี้จะมองหาที่ปรึกษาที่เป็นมืออาชีพ หรือจะคิดช่วยตัวเองไปก่อน กลุ่มคนที่ เหลืออายุการทำงานไม่ถึง 10 ปี ที่มีเงินเก็บอยู่น้อยนิด แต่ชีวิตก็ยังกินเที่ยวได้ปกติ ซึ่งหากพิจารณากันให้ดีก็พอเดาได้ว่าชีวิตในวัยเกษียณจะยังคงต้องเหนื่อยกับการหาเงินใช้ มากกว่าการได้พักผ่อนสบาย ได้ทำในสิ่งที่รักที่ชอบ แบบที่คนชราควรจะได้ทำ (เทียบได้กับ ผู้ที่มีเซลล์มะเร็ง เริ่มก่อตัวในร่างกาย แต่เจ้าตัวไม่รับรู้ เพราะร่างกายภายนอกยังปกติ) คุณคิดว่าเขาจะไปพบที่ปรึกษาเพื่อตรวจสุขภาพทางการเงินประจำปี หรือเขาจะใช้ชีวิตปัจจุบันที่ยังปกติอยู่ไปเรื่อยๆ คนที่เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ ไม่มีเงินเดือนประจำ และยังเป็นเสาหลักของครอบครัว ที่เชื่อว่าตัวเองจะสามารถหาเงินดูแลครอบครัวได้ตลอดไป โดยไม่สะดุด (เทียบได้กับ เด็กเล็ก ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ที่ต้องการวัคซีนเพื่อป้องกันโรคร้าย) คุณคิดว่าเขาจะมองหาใครซักคนที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อพูดคุยสอบถามถึงแนวทางป้องกันเหตุ ที่อาจกระทบต่อการเป็นเสาหลักของครอบครัว เสมือนฉีดวัคซีนทางการเงินเพื่อลดความเสี่ยงทางการเงินหรือไม่   เชื่อว่าถ้าวิเคราะห์แล้วมีคำตอบว่า “ไม่” ในข้อใดข้อหนึ่งข้างต้น ไม่ว่าคุณจะตอบในฐานะคำตอบของตัวเอง หรือเป็นคำตอบแทนคนส่วนใหญ่ที่คุณรู้จัก คุณกำลังเห็นภาพเดียวกันกับผม ภาพที่สังคมที่ไม่ใส่ใจเรื่องการเงิน เพราะตอบ “ไม่” ทั้งที่รู้ว่าสำคัญ และภาพสังคมที่ขาดความรู้ทางการเงิน เพราะตอบ “ไม่” เพราะไม่รู้ว่าสำคัญ   เรื่องนี้แก้ได้ไม่ง่าย เพราะคนกลุ่มไม่ใส่ใจ ต่อให้ข้อมูลข่าวสารจากกูรูทางการเงินเข้าถึงได้ง่ายแค่ไหน ก็ไม่อยู่ในเรดาห์ การค้นหา like หรือ share ของคนกลุ่มนี้ ส่วนคนกลุ่มที่ไม่รู้ว่าสำคัญ ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะเรื่องที่โดนใจมากกว่าอย่างเรื่องบันเทิง คงจะผ่านสายตาและถูกศึกษาหาความ มากกว่าเรื่องเงินอยู่แล้ว   สิ่งที่ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายสามารถทำได้ คือการรณรงค์ให้คนในสังคมส่วนใหญ่ 1. รู้ว่าเรื่องการเงินแบบไหนที่สำคัญ และ 2. ตระหนักว่าเรื่องที่สำคัญดังกล่าวจะต้องคิดถึงและจัดการอย่างไร เหมือนกับที่ สสส. พยายามรณรงค์เรื่อง สุราและบุหรี่ ผม ในฐานะที่ปฏิบัติหน้าที่ในส่วนงานด้านการให้ความรู้ และให้คำปรึกษาแนะนำด้านการจัดการการเงินบุคคล สำหรับลูกค้าธนาคารเอง และบุคคลทั่วไป และในโอกาสที่ธนาคารกสิกรไทย กำลังจะมีศูนย์ให้คำปรึกษาแนะนำทางการเงินบุคคล สำหรับคนทั่วไปในนาม K-Expert Center* ซึ่ง เห็นว่าเป็นโอกาสดีที่อยากจะได้แนะนำให้ทุกคนหันมามองเรื่องการเงินของตัวเอง และคนรอบตัว เพื่อให้มั่นใจว่าเรานั้นมีแนวโน้มจะเจ็บป่วยทางการเงิน กำลังป่วย หรือเข้าขั้นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนหรือไม่ บริการให้คำปรึกษาแนะนำทางการเงินนี้ อาจจะแตกต่างจากบริการการรักษาพยาบาลอยู่บ้างที่ เราเองก็ไม่รู้ว่าเราป่วยอยู่ หรือเราสบายดี เราไม่ได้มีการตรวจสุขภาพทางการเงินประจำปีเป็นประจำเหมือนตรวจสุขภาพร่างกาย และบางทีเราก็ไม่ได้จัดว่าเรื่องการเงินเป็นเรื่องยากที่จำเป็นจะต้องถามใคร จนกระทั่งเกิดเหตุและ/หรือ เกิดปัญหาเร่งด่วนชนิดที่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือ แต่ถ้าจะให้ทุกคนมองว่า เรื่องการเงินเป็นเหมือนเรื่องสุขภาพความแข็งแรง (ไม่ใช่เรื่องเจ็บป่วย) เหมือนเราอยากมีรูปร่างดี จึงไปพบ trainer ไปออกกำลังกายเข้าฟิตเนส กินวิตามินเสริม ก็คงจะง่ายหน่อยสำหรับคนที่ยังไม่มีปัญหาทางการเงิน หากคุณแค่อยากมีเงินเพิ่มขึ้น อยากมีเงินสักหนึ่งล้านภายใน 2 ปี อยากเก็บเงินให้ได้เยอะ อยากดูแลให้คนข้างหลังไม่เดือดร้อนเมื่อคุณไม่อยู่หรือไม่สามารถหาเงินได้ เหล่านี้ ก็ใช้เป็นเหตุในการเข้าพบที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อทำให้สุขภาพการเงินแข็งแรงได้เช่นกัน และจะยิ่งเป็นเรื่องที่ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นหากจะทดลองพูดคุยเรื่องการเงินกับมืออาชีพ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผมหวังว่าสุดท้ายนี้ เราจะตั้งข้อสงสัยกับสุขภาพการเงินของเราเองทุกวัน ใส่ใจกับรายละเอียดเล็กๆน้อยๆในเรื่องการเงิน แล้วผมกล้ารับประกันว่า ขอแค่ทุกคนตั้งคำถามเรื่องการเงินกับตัวเอง สอบถามพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ หาที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อช่วยอธิบายเรื่องการเงินในชีวิตประจำวันให้ได้ ทุกคนจะมีความมั่นคงทางการเงิน และจะสามารถมีอิสระที่จะใช้ชีวิตได้อย่างที่ต้องการ โดยไม่ต้องห่วงว่าเรื่องเงินจะเป็นประเด็นที่ทำให้เราติดขัดหรือเป็นอุปสรรคที่จะทำให้ชีวิตไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่มีเงินมาก หรือมีเงินน้อย ที่มา : https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Jobber_A084.aspx
  • “ลดค่าใช้จ่าย หารายได้เสริม และมีวินัยในการออม เป็น 3 ตัวช่วยให้เราออมเพื่อเกษียณได้ เมื่อรายจ่ายท่วมหัว” “การเริ่มออมเงินเพื่อแผนเกษียณไม่ใช่เรื่องยาก แต่การออมให้ได้ตลอดจนเกษียณอายุได้นั้นเป็นสิ่งที่ยากกว่า” เชื่อว่าหลายคนที่กำลังออมเงินไว้ใช้สำหรับแผนเกษียณคงเห็นด้วยกับประโยคข้างต้น เพราะมักจะมีอุปสรรคเข้ามาขัดขวางไม่ให้เราออมเงินไว้ใช้ในยามเกษียณได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าผ่อนบ้านหลังใหม่ ค่าเล่าเรียนลูก เรียกได้ว่า เป็นค่าใช้จ่ายระยะยาวที่ทำให้เราไม่สามารถออมเงินได้อย่างที่ตั้งใจไว้สักที แล้วจะมีวิธีรับมือกับค่าใช้จ่ายเหล่านี้อย่างไร เพื่อให้ออมเงินไว้ใช้ในช่วงเกษียณได้ K-Expert มีคำตอบค่ะ ลดค่าใช้จ่าย เพื่อให้ออมได้ตามแผน เมื่อรู้ว่า จะมีค่าใช้จ่ายอย่างค่าผ่อนรถ หรือค่าเล่าเรียนลูก เพิ่มขึ้นมา และทำให้เราออมเงินสำหรับแผนเกษียณได้น้อยลง การปรับลดค่าใช้จ่ายเพื่อให้ออมเงินได้มากขึ้น เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะช่วยให้เราสามารถออมเงินได้ตามแผนเดิมที่วางเอาไว้ พอฟังแบบนี้ หลายคนอาจเถียงว่า การลดค่าใช้จ่ายไม่ใช่จะทำได้ง่ายๆ เพราะไม่รู้จะลดค่าใช้จ่ายอะไรดี แนะนำว่า ให้ลองจดบันทึกรับจ่ายดูค่ะ โดยจดเป็นประจำทุกวัน แล้วจะเห็นว่า แต่ละวันเรามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง อย่างค่าเสื้อผ้า ค่ากินข้าวนอกบ้าน หรือไปเที่ยวต่างจังหวัด เป็นค่าใช้จ่ายที่เราสามารถลดได้ไม่ยากเลย และยังไม่กระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันด้วย เพียงเท่านี้เราก็สามารถออมเงินเพื่อแผนเกษียณได้อย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรกค่ะ ทำอาชีพเสริมวันนี้ เพื่อชีวิตเกษียณสุขสบายในวันหน้า ถ้าลองลดค่าใช้จ่ายดูแล้ว แต่ก็ยังไม่พอที่จะออมเงินเพื่อแผนเกษียณ คงต้องใช้อีกหนึ่งตัวช่วยซึ่งก็คือ การทำอาชีพเสริมนั่นเองค่ะ เพื่อจะได้มีรายได้และเงินออมมากขึ้น สิ่งที่ยากที่สุดของคนที่อยากเริ่มทำอาชีพเสริมคือ ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี แนะนำว่า ลองเริ่มจากสิ่งที่ตัวเราเองถนัดหรือสนใจก่อน เช่น ถ้าชอบแต่งตัวตามแฟชั่น ก็อาจจะขายเสื้อผ้าทางออนไลน์ หรือถ้าชอบพูดคุยติดต่อกับผู้คน การเป็นนายหน้าขายบ้านก็น่าสนใจค่ะ สิ่งสำคัญในการเริ่มทำอาชีพเสริมคือ ไม่ควรกู้เงินมาลงทุน แต่ควรใช้เงินตัวเองก่อนค่ะ เพราะช่วงแรกๆ เรายังไม่มีความชำนาญ ความเสี่ยงก็จะสูงเป็นพิเศษ หากกู้เงิน แล้วพลาดพลั้งทำไม่สำเร็จขึ้นมา ไม่ใช่แค่จะออมเงินเพื่อเกษียณไม่ได้ ยังจะมีหนี้เพิ่มขึ้นมาอีกนะคะ ออมวันนี้ไม่ไหวจริงๆ ค่อยออมเงินก้อนใหญ่ในอนาคต หากพยายามทั้งลดค่าใช้จ่ายและหารายได้เสริมก็แล้ว แต่เงินในแต่ละเดือนก็ยังไม่พอที่จะออมสำหรับแผนเกษียณอยู่ดี ทางออกสุดท้ายคงต้องเลื่อนแผนการออมออกไปค่ะ อย่างเช่น ตั้งใจจะเก็บเงินไว้ใช้ในช่วงเกษียณให้ได้ 6 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาออม 25 ปี ถ้าเริ่มเก็บเงินเลยเดือนละ 5,000 บาท ในกองทุนหุ้นที่ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี จะสามารถทำตามเป้าหมายเกษียณที่ตั้งใจไว้ได้ แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นต้องซื้อบ้านหลังใหม่และผ่อนเป็นเวลา 15 ปี ทำให้การออมเพื่อแผนเกษียณต้องเลื่อนออกไปเป็นเริ่มออมในอีก 15 ปีข้างหน้าหลังจากที่ผ่อนบ้านหมดแล้ว ทำให้ระยะเวลาออมเหลือเพียงแค่ 10 ปี ถ้าเป็นแบบนี้ ยอดออมต่อเดือนก็ต้องเพิ่มขึ้นด้วย เพราะหากยังออม 5,000 บาทเท่าเดิม เมื่อถึงช่วงที่เกษียณ เงินเก็บที่มีก็จะไม่พอใช้ อย่างเคสนี้ ยอดลงทุนแต่ละเดือนในกองทุนหุ้นจะต้องเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 บาท จึงจะออมเงินได้ตามเป้าหมาย 6 ล้านบาทค่ะ การออมเงินไว้ใช้ยามเกษียณไม่ใช่เรื่องยากเลยนะคะ แม้ว่าจะมีอุปสรรคอย่างค่าใช้จ่ายต่างๆ เข้ามาในช่วงที่เรากำลังเก็บออมเงิน แต่ถ้ามีความพยายามในการลดค่าใช้จ่ายและหารายได้เสริม รวมทั้งมีวินัยในการเก็บออมเงินให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ เชื่อว่าชีวิตวัยเกษียณที่สุขสบายอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมค่ะ ที่มา : https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Retire_A019.aspx  
  • ​​​​​​​​​​​​​​​​​เครดิตบูโร หรือบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด เป็นสถาบันที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการจัดเก็บข้อมูลบัญชีสินเชื่อและประวัติการชำระสินเชื่อทุกประเภทของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล​ ซึ่งส่งมาจากสถ​าบันการเงินและบริษัทที่เป็นสมาชิกเครดิตบูโร โดยข้อมูลที่จัดเก็บหรือรายงานในเครดิตบูโรแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ข้อมูลบ่งชี้ คือข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ถึงตัวลูกค้า ได้แก่- ข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ-นามสกุล เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน วันเดือนปีเกิด ซึ่งไม่มีการจัดเก็บหมายเลขโทรศัพท์- ข้อมูลที่อยู่ที่ลูกค้าแจ้งกับสถาบันการเงินและบริษัทที่เป็นสมาชิกเครดิตบูโร ข้อมูลสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติและประวัติการชำระหนี้ จำแนกเป็นรายบัญชีที่มีอยู่ในแต่ละสถาบันการเงินและบริษัทสมาชิก โดยมีข้อมูลที่สำคัญดังนี้- สรุปข้อมูลบัญชีสินเชื่อ ซึ่งจะบอกว่าลูกค้ามีสินเชื่ออยู่ทั้งหมดกี่บัญชี มีจำนวนบัญชีที่ใช้สิทธิแก้ไขข้อมูลหรือโต้แย้งกี่บัญชี- ประเภทและเลขที่บัญชีของสินเชื่อ- ชื่อผู้ให้สินเชื่อ- วงเงินที่ได้รับอนุมัติ และวงเงินที่ใช้ไป- สถานะของบัญชี เช่น ปกติ ปิดบัญชี พักชำระหนี้ ค้างชำระหนี้ - รายละเอียดการชำระหนี้ ซึ่งจะแสดงประวัติการชำระหนี้ที่ผ่านมา ทั้งที่ชำระตรง ชำระล่าช้า หรือผิดนัดชำระ​- ข้อมูลอื่น ๆ เช่น วันที่เปิดบัญชี วันที่ชำระหนี้ล่าสุด วันที่ปิดบัญชี วันที่ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ​ วิธีการตรวจเครดิตบูโรบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัดได้เพิ่มช่องทางให้ประชาชนตรวจเครดิตบูโรของตนเองให้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น โดยสามารถติดต่อขอใช้บริการได้ 2 ช่องทาง​ ดังนี้ ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร ทั้ง 4 สาขา รับรายงานภายใน 15 นาที ธนาคารที่เป็นตัวแทนรับคำขอตรวจเครดิตบูโร (เฉพาะกรณีบุคคลธรรมดาเท่านั้น) รับรายงานทางไปรษณีย์ภายใน 7 วัน สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัดที่ Call Center 0-2643-1250 หรือ www.facebook.com/ilovebureau การขอตรวจเครดิตบูโรเมื่อถูกปฏิเสธสินเชื่อ กรณีผู้ขอสินเชื่อได้รับหนังสือแจ้งปฏิเสธการให้สินเชื่อจากสถาบันการเงินหรือบริษัทที่เป็นสมาชิกเครดิตบูโรโดยมีสาเหตุจากข้อมูลในเครดิตบูโร ผู้ขอสินเชื่อสามารถยื่นคำขอตรวจเครดิตบูโรกรณีถูกปฏิเสธสินเชื่อได้ที่ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร ภายใน 30 วันนับจากวันที่ในหนังสือแจ้งปฏิเสธสินเชื่อ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมยื่นเอกสารประกอบดังนี้ บัตรประจำตัวประชาชนพร้อมกรอกแบบคำขอตรวจเครดิตบูโร หนังสือแจ้งปฏิเสธการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน ที่ระบุว่าไม่อนุมัติสินเชื่อเพราะข้อมูลจากเครดิตบูโร  สำหรับกรณีนิติบุคคล ยื่นสำเนาหนังสือรับรองของนิติบุคคล ที่รับรองไว้ไม่เกิน 3 เดือน พร้อมลงนามรับรองความถูกต้องโดยกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม บัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม พร้อมสำเนารับรองความถูกต้อง และกรอกแบบคำขอตรวจเครดิตบูโร​ การขอแก้ไขกรณีข้อมูลเครดิตไม่ถูกต้องหากพบว่าข้อมูลเครดิตของตนเองไม่ถูกต้อง หรือมีการรายงานข้อมูลเครดิตผิดพลาด ควรแจ้งให้สถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ของเราทราบ นอกจากนี้ ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. 2545 ลูกหนี้ยังมีสิทธิที่จะยื่นคำขอตรวจสอบ และขอแก้ไขข้อมูลของตนกับเครดิตบูโรได้ โดยติดต่อได้ที่ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร โดยมีขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้ เจ้าของข้อมูล กรอกแบบคำขอใช้สิทธิตรวจสอบ/แก้ไขข้อมูลเครดิต หรือทำเป็นหนังสือ ยื่นต่อเครดิตบูโร พร้อมเอกสารประกอบ ดังนี้บุคคลรรมดา- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่นที่ออกโดยหน่วยงานราชการ พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง- สำเนารายงานข้อมูลเครดิตฉบับที่ต้องการแก้ไข (ถ้ามี)- ​เอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)นิติบุคคล- สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคลที่มีอายุไม่เกิน 3 เดือน ซึ่งผู้มีอำนาจลงนามรับรองความถูกต้องพร้อมประทับตราบริษัท (ถ้ามี)- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจ พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง- สำเนารายงานข้อมูลเครดิตฉบับที่ต้องการแก้ไข (ถ้ามี)- เอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)​ เครดิตบูโรจะแจ้งไปยังสถาบันการเงินและบริษัทที่เป็นสมาชิกที่นำส่งข้อมูล เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และจะแจ้งผลให้เจ้าของข้อมูลทราบภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอตรวจสอบ/แก้ไขข้อมูลเครดิต เมื่อได้รับแจ้งผลการตรวจสอบแล้ว หากเจ้าของข้อมูลไม่เห็นด้วยกับผลตรวจสอบ และมีข้อโต้แย้งที่ไม่อาจหาข้อยุติได้ สามารถยื่นคำขอใช้สิทธิบันทึกข้อโต้แย้งไว้ในระบบฐานข้อมูลของเครดิตบูโรได้ และมีสิทธิในการยื่นอุทธรณ์ข้อโต้แย้งต่อคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิตได้ ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งสิทธิ ที่มา : http://www.1213.or.th/th/serviceunderbot/loans/Pages/creditbureau.aspx