รณรงค์ป้องกันหนี้

รณรงค์ป้องกันหนี้

  • “การสำรองเงินเผื่อฉุกเฉิน การทำประกัน และการลงทุน เป็นสิ่งสำคัญในการบริหารเงินสำหรับวัยเริ่มต้นชีวิตคู่”  หากคุณกำลังอยู่ในวัยสร้างครอบครัว และสงสัยว่าการวางแผนการเงินสำหรับวัยเริ่มต้นชีวิตคู่ของคุณ จะต้องทำอย่างไรบ้างนั้น การสร้างความมั่นใจ มั่นคง และมั่งคั่งทางการเงิน เป็นขั้นตอนสำคัญในการบริหารเงินสำหรับวัยเริ่มต้นชีวิตคู่  ความมั่นใจทางการเงิน ครอบครัวควรมีการออมเงินสดบางส่วนในบัญชีที่เรียกว่า "เงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน" จำนวนประมาณ 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน โดยควรจะออมเงินไว้ในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ และสภาพคล่องสูง เช่น บัญชีออมทรัพย์ หรือกองทุนรวมตลาดเงิน วัตถุประสงค์ของบัญชีนี้คือเพื่อใช้เป็นเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน ในกรณีที่อาจส่งผลกระทบด้านลบต่อรายได้ที่เข้ามาในครอบครัว เพื่อให้ครอบครัวของคุณสามารถรักษามาตรฐานการครองชีพตามปกติ ตัวอย่างเช่น บริษัท ก  มีการปลดพนักงานบางส่วน หากโชคไม่ดีคุณทำงานที่บริษัทนี้ คุณสามารถนำเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินที่คุณสำรองไว้ไปใช้จ่ายในครัวเรือน  สำหรับค่าใช้จ่ายในช่วง 3 ถึง 6 เดือนข้างหน้า ระยะเวลานี้เป็นเวลาที่คาดว่าคุณจะได้รับงานใหม่ ในกรณีของคู่หนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มสร้างครอบครัว แนะนำให้มีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินอย่างน้อย 4.5 เท่า ตัวอย่างเช่นมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 20,000 บาทต่อเดือน ควรมีกองทุนฉุกเฉิน 90,000 บาท ซึ่งคู่หนุ่มสาวควรจะรักษาระดับของเงินในกองทุนนี้ และเก็บไว้ใช้เฉพาะในกรณีฉุกเฉินเท่านั้น ความมั่นคงทางการเงิน เมื่อมีความมั่นใจทางการเงินแล้ว คุณควรมองหาการป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่อาจก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อชีวิต สุขภาพ หรือทรัพย์สิน การซื้อประกันที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ความคุ้มครองอุบัติเหตุ โรคร้ายแรง รวมถึงความคุ้มครองทรัพย์สินที่เรามี เช่น บ้าน และรถยนต์ จะช่วยให้คุณมีชีวิตอยู่ด้วยความมั่นคงทางการเงินได้ ความมั่งคั่งทางการเงิน เมื่อมีความมั่นคงโดยการกระจายความเสี่ยงจากการทำประกันคุ้มครองทรัพย์สิน สุขภาพ และชีวิตแล้ว เงินส่วนที่เหลือควรนำมาลงทุนในสัดส่วนที่เหมาะสม จัดสรรเงินลงทุนให้ได้ตรงกับระดับความเสี่ยงที่รับได้  จะช่วยให้ความมั่งคั่งของคุณเจริญเติบโตในอัตราที่รวดเร็ว โดยหากเพิ่งเริ่มต้นลงทุน แนะนำให้เริ่มจาการลงทุนกองทุนรวม เพราะสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้ หุ้น หรือทองคำ และมีผู้จัดการกองทุนที่มีความรู้และประสบการณ์เป็นผู้บริหารเงินลงทุนให้ การวางแผนการเงินสำหรับวัยเริ่มต้นชีวิตคู่ไม่ได้เป็นงานที่ยาก  ตราบเท่าที่คุณตระหนักว่าปัจจัยของความสำเร็จที่สำคัญอยู่ที่ "วินัยทางการเงิน" หากคุณสามารถทำครบทั้ง 3 ขั้นตอนนี้ จะช่วยให้คุณเข้าถึงเป้าหมายได้เร็วยิ่งขึ้น ที่มา : http://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Family_A003.aspx   
  • รู้หรือไม่ การซื้อบ้านหนึ่งหลัง ผู้ซื้ออาจต้องทำสัญญาถึง 3 สัญญาด้วยกัน จึงจะได้กรรมสิทธิ์ในตัวบ้านโอนมาเป็นของคนซื้อ อาจจะฟังดูเหมือนการซื้อบ้านหลังหนึ่งมีความซับซ้อน แต่จริงๆ แล้ว หากเข้าใจความหมายและหน้าที่ของสัญญาทั้ง 3 แล้ว จะพบว่าไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิดไว้เลย ซึ่งสัญญาทั้ง 3 ที่ผู้ซื้อสามารถพบเจอได้นั้น ประกอบไปด้วย สัญญาจองซื้อ เป็นสัญญาแรกที่เกิดขึ้น แต่อาจไม่ได้เกิดกับผู้ซื้อทุกคน สัญญาประเภทนี้คือ เมื่อผู้ซื้อตกลงใจที่จะซื้อบ้านก็ต้องวางเงินจองเอาไว้ก่อน ซึ่งสัญญาจองซื้อนี้ระบุเงื่อนไขให้ผู้ซื้อต้องผ่อนเงินดาวน์ไปเรื่อยๆ ตามรายการแนบท้ายสัญญา แต่สัญญาจองซื้อนี้จะมีข้อเสียเปรียบตรงที่ หากผู้ขายได้รับใบอนุญาตให้ปลูกสร้างจากหน่วยงานราชการแล้ว ผู้ซื้อต้องเข้ามาทำสัญญาจะซื้อจะขายอีกครั้ง และมักมีเงื่อนไขระบุว่า หากไม่มาทำสัญญาจะซื้อจะขาย จะถือเป็นการยกเลิกสัญญาและจะริบเงินมัดจำทั้งหมด แต่หากครบกำหนดผ่อนชำระแล้ว ผู้ขายไม่สามารถขออนุญาตก่อสร้างได้ก็จะคืนเงินให้แต่ไม่มีดอกเบี้ย สัญญาจะซื้อจะขาย เป็นสัญญาที่กฎหมายไม่ได้บังคับว่าจะต้องทำ แต่ในชีวิตจริงเรื่องบ้านถือเป็นเรื่องใหญ่ รวมถึงอาจมีการขอสินเชื่อ ดังนั้นเพื่อความมั่นใจของทั้ง 2 ฝ่าย จึงเกิด “สัญญาจะซื้อจะขาย” ขึ้น โดยสัญญาจะซื้อจะขายนี้ แตกต่างจากสัญญาจองซื้อตรงที่ผู้ซื้อมีหน้าที่จ่ายเงินตามสัญญา เมื่อครบกำหนดผู้ขายมีหน้าที่โอนกรรมสิทธิ์บ้านโดยทำสัญญาซื้อขาย หากผู้ซื้อผิดสัญญา ผู้ขายสามารถยกเลิกสัญญาและริบเงินมัดจำหรือเงินดาวน์ที่ผ่อนมาได้ตามกฎหมาย หากผู้ขายผิดสัญญา ผู้ซื้อสามารถฟ้องให้โอนกรรมสิทธิ์ได้ หรือยกเลิกสัญญาและให้คืนเงินพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่โครงการผิดนัด สัญญาซื้อขาย เป็นสัญญาที่กฎหมายบังคับให้ทำ โดยมีชื่อเป็นทางการว่า “หนังสือสัญญาขายที่ดิน” โดยวันที่เซ็นสัญญาเป็นวันที่กรรมสิทธิ์ในตัวบ้านจะโอนมาเป็นของคนซื้อ ดังนั้น ผู้ขายต้องแจ้งผู้ซื้อล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วันก่อนวันทำสัญญาซื้อขาย สำหรับผู้ซื้อในวันทำสัญญาซื้อขายจะเป็นวันที่พร้อมชำระเงินหรือได้รับสินเชื่อจากธนาคารพร้อมที่จะจ่ายเงินให้กับผู้ขาย และเป็นวันที่ผู้ซื้อต้องเซ็นสัญญาซื้อขายที่สำนักงานที่ดิน จดทะเบียนการโอน และจ่ายค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ดังนั้น ในการซื้อบ้านหนึ่งหลัง อาจต้องทำสัญญากันถึง 3 ครั้ง แต่สัญญาครั้งสุดท้าย ถือเป็นสัญญาที่สำคัญที่สุด นั่นก็คือ สัญญาซื้อขาย ที่จะทำให้เรามีกรรมสิทธิ์ในตัวบ้านนั่นเอง  ที่มา : http://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Home_A005.aspx
  • “หากต้องการหลุดพ้นจากวงจรหนี้บัตรเครดิต ควรเริ่มด้วยการหยุดก่อหนี้เพิ่ม ชำระหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงไปก่อน และเพิ่มรายได้เพื่อนำเงินไปชำระหนี้ให้หมดเร็วขึ้น และลดปัญหาที่จะเกิดในอนาคตจากการเป็นหนี้บัตรเครดิต”  บัตรเครดิตช่วยสร้างความสะดวกสบายในการใช้จ่าย แต่ในขณะเดียวกัน บัตรเครดิตก็สามารถทำให้คนเราเป็นหนี้ได้ง่ายขึ้น เพราะเวลาที่ใช้บัตรเครดิตรูดซื้อสินค้า เรายังไม่ได้จ่ายเงินออกไปในทันที และโดยส่วนใหญ่เรามักได้รับอนุมัติวงเงินบัตรเครดิตประมาณ 3-5 เท่าของรายได้ต่อเดือน หลายคนจึงใช้จ่ายมากกว่ารายได้ที่มีอยู่ ทำให้เมื่อถึงวันครบกำหนดชำระ จากเดิมเคยชำระแบบเต็มวงเงิน กลายเป็นชำระขั้นต่ำหรือชำระเพียงบางส่วน จนถึงขั้นไม่สามารถชำระหนี้ได้ ส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามมา เช่น ดอกเบี้ยค้างชำระ ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้ ค่าปรับจากการผิดเงื่อนไขการชำระ ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีผลเสียจากความเครียดที่เพิ่มขึ้น และสุขภาพจิตที่เสียไปเมื่อขาดเงินชำระหนี้ แน่นอนว่าไม่มีใครอยากเป็นหนี้บัตรเครดิต แต่หากเป็นหนี้แล้วจะทำอย่างไร มี 3 ขั้นตอนที่นำมาฝาก ดังนี้  อันดับแรก ใจแข็ง ไม่ก่อหนี้เพิ่ม เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด โดยใช้จ่ายเฉพาะสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น อาหาร ยารักษาโรค ค่าเดินทางมาทำงาน เสื้อผ้าตามความจำเป็น ฯลฯ มีข้อคิดดีๆ สำหรับการประหยัดเงินเพื่อมาชำระหนี้เพิ่ม คือ “ถึงแม้ว่าจะถูกแค่ไหน ถ้าไม่ใช้ ก็ไม่ซื้อ”  อันดับต่อมา ชำระหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงๆ ก่อน เพื่อลดภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือนลง หรือเลือกปิดบัตรที่มียอดหนี้คงเหลือต่ำๆ ก่อน เพื่อลดจำนวนเจ้าหนี้ที่มีลง ซึ่งช่วยสร้างขวัญและกำลังใจในการปลดหนี้ ทั้งนี้ ควรมีการบันทึกบัญชีรับ-จ่าย อย่างสม่ำเสมอควบคู่กันไป เพื่อควบคุมการใช้จ่ายให้ซื้อแต่สิ่งของที่จำเป็น และเมื่อมีเงินเหลือจะได้รีบนำเงินมาปิดหนี้บัตรเพิ่มขึ้น อันดับสุดท้าย เพิ่มรายได้ หากมีเวลาว่างจากการทำงาน ลองมองหาอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ เช่น สมัครทำงาน Part-time ขายของตามตลาดนัด หรืออินเตอร์เนต เป็นต้น นอกจากนี้ การขายสินทรัพย์เพื่อนำมาชำระหนี้ โดยเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ หรือไม่ก่อให้เกิดรายได้ เช่น เฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน ของสะสมที่สามารถตีมูลค่าได้ เป็นต้น หากขายและนำมาชำระหนี้ จะช่วยให้ลดภาระหนี้และดอกเบี้ยจ่ายลง ซึ่งเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ  หากใครที่เป็นหนี้บัตรเครดิตควรรีบชำระคืนให้เสร็จสิ้น เพราะไม่เพียงแต่ดอกเบี้ยจะทบต้นไปเรื่อยๆ จนอาจทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ การค้างชำระหนี้บัตรเครดิตยังส่งผลต่อการขอกู้เงิน หรือการขอสินเชื่ออื่นๆ เช่น สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ สินเชื่อส่วนบุคคล หรือการขอทำบัตรเครดิตใบใหม่ เพราะการอนุมัติสินเชื่อของสถาบันการเงินต่างๆ จะพิจารณาประวัติการผ่อนชำระหนี้ที่ผ่านมาจากระบบข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (Credit Bureau) หากเป็นผู้ที่มีประวัติการผ่อนชำระหนี้ไม่ดี จ่ายเงินไม่ตรงเวลา ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ขอสินเชื่อไม่ผ่าน ทั้งนี้ เพื่อป้องกันการเป็นหนี้บัตรเครดิต มีหลักสำคัญง่ายๆ คือ ไม่ใช้จ่ายเกินตัว และไม่ก่อหนี้สินให้เป็นภาระที่หนักเกินไป โดยไม่ควรก่อหนี้ที่มียอดผ่อนชำระต่อเดือนเกินกว่า 30% ของรายได้ หรือหากเป็นการรูดบัตรเครดิตเพื่อผ่อนซื้อสินค้า ก็ไม่ควรซื้อสินค้าที่มีราคารวมแล้วมากกว่า 3 เท่าของรายได้ต่อเดือน นอกจากนี้ หากต้องการมีวินัยในการใช้จ่ายเงิน อาจลองเปลี่ยนไปใช้ “บัตรเดบิต” แทน “บัตรเครดิต” เพื่อที่จะได้ใช้จ่ายตามเงินที่มีอยู่จริงในบัญชี ซึ่งการใช้บัตรเดบิตก็เป็นการควบคุมการใช้จ่ายของเราที่ดีทางหนึ่ง ผู้ที่เป็นหนี้บัตรเครดิต ขอเพียงปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้จ่าย มีความอดทน และมุ่งมั่นที่จะปลดภาระหนี้สินที่มีอยู่ รับรองว่าภาระทางการเงินนี้จัดการได้อย่างแน่นอน ที่มา : http://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Debt_A009.aspx  
  • “สำรวจรายรับรายจ่าย ผ่อนจ่ายสินเชื่ออย่างถูกวิธี หลีกหนีเงินกู้นอกระบบ จะช่วยให้เราป้องกันเหตุการณ์ชักหน้าไม่ถึงหลังได้”  หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า “ชักหน้าไม่ถึงหลัง” กันใช่ไหมคะ ฟังดูเป็นคำที่ค่อนข้างน่ากลัวและเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับตัวเองแน่ๆ เพราะถึงแม้ว่าเราจะหารายได้มาเท่าไหร่ก็ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนของเราสักที ซึ่งปัญหานี้ในปัจจุบันได้กลายมาเป็นปัญหาระดับประเทศที่ทำให้ตัวเลขหนี้ภาคครัวเรือนสูงสุดในรอบ 9 ปีอีกด้วยค่ะ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ชักหน้าไม่ถึงหลังเกิดขึ้น เรามียุทธวิธีในการป้องกันมานำเสนอค่ะ สำรวจค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ลองสำรวจและคำนวณค่าใช้จ่ายของเราในแต่ละเดือนดูนะคะว่าใน 1 เดือน เราต้องจ่ายเงินให้กับค่าใช้จ่ายเหล่านี้เท่าไหร่ โดยเราสามารถแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้ ค่าใช้จ่ายคงที่ หรือค่าใช้จ่ายที่เราต้องจ่ายเป็นจำนวนเงินที่แน่นอนในแต่ละเดือน เช่น ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ  ค่าใช้จ่ายผันแปร หรือค่าใช้จ่ายที่มีจำนวนเงินไม่เท่ากันในแต่ละเดือน ขึ้นอยู่กับการใช้จ่ายของเราในเดือนนั้นๆ เช่น ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าท่องเที่ยวต่างๆ หากพบว่ารายรับของเราไม่เพียงพอกับรายจ่ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น เราควรปรับลดค่าใช้จ่ายผันแปรลงค่ะ เช่น ลดค่าอาหารลง ใช้ไฟฟ้าให้น้อยลงเพื่อช่วยประหยัดค่าไฟ เป็นต้น ผ่อนสินเชื่ออย่างถูกวิธี ลองสำรวจดูนะคะว่าในแต่ละเดือนเรามีภาระต้องผ่อนสินเชื่ออะไรบ้าง แล้วสินเชื่อไหนมีดอกเบี้ยสูงที่สุดก็ให้จ่ายสินเชื่อนั้นก่อน เช่น ถ้าเรามีภาระต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และผ่อนสินเชื่อบุคคล ในเดือนที่เรามีเงินเหลือ เราควรเลือกจ่ายสินเชื่อบุคคลให้มากขึ้นเนื่องจากเป็นสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงที่สุด โดยมีอัตราดอกเบี้ยอาจสูงถึง 28% ต่อปี หลีกเลี่ยงการกู้ยืมเงินนอกระบบ หากเราสามารถจัดการกับรายจ่ายต่างๆ และรู้หลักการผ่อนสินเชื่ออย่างถูกวิธีแล้ว สบายใจได้เลยค่ะว่าเราจะไม่เจอกับเหตุการณ์ชักหน้าไม่ถึงหลังในเร็ววันนี้แน่ๆ แต่ถ้าหากไม่เป็นเช่นนั้น เราอาจจะมืดแปดด้านจนต้องหันไปพึ่งเงินกู้นอกระบบซึ่งเป็นวิธีที่ไม่แนะนำเลยค่ะ เพราะจะทำให้เราเป็นหนี้ไม่สิ้นสุด นอกจากต้องเสียดอกเบี้ยที่สูงแล้ว หากหมุนเงินไปจ่ายไม่ทัน เรายังต้องเสี่ยงกับการถูกทวงหนี้แบบสุดโหดดังที่เห็นเป็นข่าวกันอยู่ก็เป็นได้ค่ะ การบริหารจัดการรายรับรายจ่ายของเราในแต่ละเดือนไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ ขอแค่เรามีความพยายาม มุ่งมั่นตั้งใจ มีวินัยในการใช้จ่ายเงิน และมีการจดบันทึกรายรับรายจ่ายอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ เป้าหมายที่เราอยากหลีกหนีให้ไกลจากเหตุการณ์ชักหน้าไม่ถึงหลังก็อยู่ไม่ไกลแล้วค่ะ
  • “การใช้บัตรเครดิตที่ถูกวิธี ต้องใช้แล้วไม่ทำให้เป็นหนี้ โดยควบคุมวงเงินบัตรเสริมของลูก และสอนให้ลูกรู้จักซื้อของตามความจำเป็นไม่ใช่ตามความต้องการ”  ปัจจุบันคุณพ่อคุณแม่มักทำบัตรเครดิตเสริมให้ลูกถือ ซึ่งจะมีข้อดีหรือข้อเสียนั้น ขึ้นอยู่กับว่าลูกนำบัตรเสริมใบนั้นไปใช้อย่างไร หากใช้เป็น บัตรเครดิตจะช่วยให้ชีวิตสะดวกและปลอดภัยขึ้น แต่หากไม่รู้จักใช้ให้ดี บัตรเครดิตเสริมของลูกจะเป็นภาระสร้างความเดือดร้อนทางการเงินให้กับคุณพ่อคุณแม่ได้ ซึ่งเราจะมาพูดถึงข้อดี ข้อเสีย และวิธีการสอนลูกให้ใช้บัตรเครดิตได้อย่างถูกวิธี ดังนี้ ข้อดีของการใช้บัตรเครดิต การให้ลูกใช้บัตรเครดิตทำให้มีความสะดวกและปลอดภัย เนื่องจากไม่ต้องพกเงินสดจำนวนมากในการซื้อสินค้าและบริการต่างๆ รวมทั้งเราสามารถนำเงินที่จะจ่ายซื้อสินค้าหรือบริการไปฝากธนาคาร หรือซื้อกองทุนรวมตลาดเงิน เพื่อสร้างผลตอบแทนก่อนถึงวันครบกำหนดชำระได้ ซึ่งโดยทั่วไปจะมีรอบในการชำระค่าบัตรเครดิต 40 – 55 วัน นอกจากนี้ บัตรเครดิตมักมีโปรโมชั่นผ่อนจ่าย 0% มีส่วนลดหรือเงินคืน รวมถึงสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ถือบัตร เช่น ได้รับของแถมเพิ่มเติม สะสมคะแนนเพื่อแลกรับของรางวัล ที่จอดรถเฉพาะผู้ที่ถือบัตร ทั้งบัตรหลักและบัตรเสริม เป็นต้น  ข้อเสียของการใช้บัตรเครดิต หากลูกเรานำบัตรเครดิตไปรูดซื้อของอย่างเพลิดเพลิน พอใบแจ้งชำระหนี้มาถึงแล้วพบว่าคุณพ่อคุณแม่มีเงินสดไม่เพียงพอในการชำระหนี้บัตรเครดิตแบบเต็มจำนวน ก็ต้องเลือกจ่ายขั้นต่ำ หรือเลือกจ่ายเพียงบางส่วน โดยจะมีการคิดดอกเบี้ยสำหรับยอดเงินค้างชำระ ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 20% ต่อปี และหากทำการชำระเงินล่าช้าเกินกว่าเวลาที่กำหนด ก็จะมีค่าติดตามทวงหนี้เพิ่มขึ้นอีกด้วย โดยดอกเบี้ยจะเริ่มคิดตั้งแต่วันที่มีการบันทึกยอดใช้จ่าย ไม่ใช่คิดตั้งแต่วันที่ครบกำหนด ที่สำคัญบริษัทเจ้าของบัตรยังคิดดอกเบี้ยทุกวันจนกว่าจะปิดหนี้บัตรเครดิตทั้งหมดด้วย นอกจากนี้ การที่ลูกใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตแทนเงินสด จะทำให้เขารู้สึกเหมือนว่าเงินในกระเป๋ายังอยู่ครบ ส่งผลให้หลายคนทำการรูดซื้อสิ่งของบางอย่างที่อยากได้แต่ไม่มีความจำเป็นอย่างเพลิดเพลิน แนวทางการใช้บัตรเครดิตที่ถูกต้อง กำหนดวงเงินการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตให้กับลูก แม้ว่าบัตรเครดิตจะให้วงเงินในการจับจ่ายใช้สอยจำนวนมาก ก็ไม่ควรให้ลูกได้ใช้จ่ายอย่างเต็มที่ตามวงเงิน ควรใช้จ่ายตามความจำเป็นและพอดี คุณพ่อคุณแม่อาจกำหนดวงเงินเฉพาะบัตรเสริมไม่ให้มีมากเกินกว่าความสามารถในการชำระ หรือเกินเงินสำรองที่มีอยู่ในมือ เพื่อให้สามารถจ่ายชำระหนี้เต็มจำนวนได้ตรงเวลา ทำให้ไม่ต้องมีภาระดอกเบี้ยจ่าย อีกอย่างหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือ ต้องห้ามลูกกดเงินสดออกจากบัตรเครดิต เพราะจะมีค่าธรรมเนียมในการกดเงินสด 3% ของยอด และดอกเบี้ยที่จ่าย จะคิดในอัตรา 20% ต่อปี ตั้งแต่วันที่กดเงินออกจากบัตรเลย แนะนำว่าหากลูกต้องการเงินสด ก็ให้โอนเงินเข้าบัญชีธนาคารแล้วให้ลูกใช้บัตร ATM กดเงินสดออกจากตู้ ATM จะดีกว่า อย่างสุดท้าย ต้องสอนลูกให้แยกแยะการใช้จ่ายที่จำเป็นกับที่ต้องการได้ เพื่อจะได้ไม่ใช้เงินหมดไปกับสิ่งที่อยากได้แต่ไม่จำเป็น การทำบัตรเครดิตเสริมให้กับลูกนั้นจะทำให้ได้รับความสะดวกสบาย และความปลอดภัยจากการถูกโจรกรรมเงินสดได้มากขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงจากการที่ลูกนำบัตรเสริมไปใช้ผิดวิธี จึงต้องมีมาตรการต่างๆ ทั้งการกำหนดวงเงินบัตรเสริม และการให้แนวทางการใช้บัตรเครดิตที่ถูกต้องกับลูก รวมทั้งการควบคุมไม่ให้ลูกซื้อของที่ไม่จำเป็นจนเกินตัว ที่มา : http://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Debt_A016.aspx