รณรงค์ป้องกันหนี้

รณรงค์ป้องกันหนี้

  • “สุขภาพการเงินที่แข็งแรงสามารถสร้างได้ โดยการออมเงินสม่ำเสมอทุกเดือน และแบ่งเงินออมบางส่วนไปลงทุนให้ได้รับผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก”  หลังจากที่เราได้เช็คสุขภาพการเงินกันไป และได้ทราบผลตรวจสุขภาพการเงินของเราเอง โดยการตอบคำถาม 2 ข้อคือ   ทุกวันนี้มีเงินใช้สบายๆ แบบที่ไม่มีหนี้ท่วมหัว และเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินต้องใช้เงิน ก็มีเงินสำรองเพียงพอไว้ใช้จ่ายกันแล้ว        ในสัปดาห์นี้ เรามาทำให้สุขภาพการเงินที่ดีของเรามีความแข็งแรงมากขึ้นดีกว่า ด้วยการทำตามคำแนะนำ 2 ข้อ ดังต่อไปนี้ค่ะ ข้อ 1 เก็บออมเงินสม่ำเสมอทุกเดือน หลังจากที่เราปลดหนี้ได้สำเร็จ และมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน 6 เท่าของรายจ่ายในแต่ละเดือนแล้ว คราวนี้เราก็จะมีเงินเหลือสำหรับเก็บออมอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน แต่ถ้าใครรู้ตัวว่า ตัวเองเป็นคนใช้เงินเก่ง และเก็บเงินไม่ค่อยอยู่ ก็ลองบังคับตัวเองให้ออมเงินก่อนอย่างน้อย 15% ของรายได้ต่อเดือน แล้วค่อยนำเงินที่เหลือจากการออมไปใช้จ่าย เช่น มีรายได้เดือนละ 15,000 บาท ก็ออมก่อน 15% คือ 2,250 บาท โดยแนะนำให้นำเงินส่วนนี้ไปฝากไว้ในบัญชีเงินฝากประจำแบบปลอดภาษี เนื่องจากเป็นบัญชีที่ให้ดอกเบี้ยสูงกว่าบัญชีเงินฝากประเภทอื่น และดอกเบี้ยที่ได้ก็ไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งบัญชีเงินฝากประเภทนี้จะเหมาะกับคนที่ออมเงินเป็นประจำ ยอดเงินเท่ากันทุกเดือน เช่น ออมเดือนละ 2,000 บาท และออมได้ตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไปค่ะ สำหรับใครที่สามารถออมเงินได้อย่างสม่ำเสมอทุกเดือนก็ถือว่าเก่งมากค่ะ แต่แค่นั้นยังไม่พอ ถ้าอยากให้สุขภาพการเงินของเราแข็งแรงขึ้นไปอีกก็ลองทำตามคำแนะนำต่อไปนี้ค่ะ ข้อ 2 นำเงินไปลงทุนในรูปแบบที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝาก เมื่อสามารถออมเงินได้สม่ำเสมอทุกเดือนแล้ว เราควรจะแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนในรูปแบบที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากเพื่อเพิ่มโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สูงขึ้น แต่จะเลือกลงทุนในรูปแบบไหนนั้น ให้ดูที่จุดประสงค์ในการใช้เงินและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้เป็นหลักค่ะ เช่น หากยังไม่มีเป้าหมายในการใช้เงินระยะสั้น และรับความเสี่ยงได้ปานกลาง แนะนำให้แบ่งเงินออมส่วนหนึ่งไปลงทุนในกองทุนรวมผสม ซึ่งมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝาก แต่หากรับความเสี่ยงได้สูง แนะนำให้แบ่งเงินออมส่วนหนึ่งไปลงทุนในกองทุนรวมหุ้นเนื่องจากมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่ากองทุนรวมผสมค่ะ  ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่า การลงทุนมีความเสี่ยง เมื่อมีความเสี่ยงสูงขึ้น ก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนสูงหรือขาดทุนสูงได้เช่นกัน ดังนั้น เงินที่จะนำมาลงทุนเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นจะต้องเป็นเงินเย็นเท่านั้น และก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนในรูปแบบใด        ก็ตาม ควรศึกษาข้อมูลให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นค่ะ   จะเห็นได้ว่า สุขภาพการเงินที่ดีและแข็งแรงสามารถสร้างได้ไม่ยาก เริ่มจาก มีเงินใช้สบายๆ แบบที่ไม่มีหนี้ท่วมหัว   เมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินต้องใช้เงิน ก็มีเงินสำรองเพียงพอไว้ใช้จ่าย 6 เท่าของรายจ่ายในแต่ละเดือน โดยออมเงินไว้ในกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น  มีเงินเหลือเก็บออมอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน นำเงินไปลงทุนในรูปแบบที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าเงินฝาก ที่มา : http://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Jobber_A037.aspx
  • “เมื่อเริ่มทำงานควรวางแผนบริหารเงิน โดยเก็บออมเงินสม่ำเสมอทุกเดือน วางแผนซื้อบ้านหรือรถ และวางแผนภาษีตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อความมั่งคั่งและมั่นคงในระยะยาว”  เมื่อก้าวเข้าสู่วัยทำงาน นอกจากความทุ่มเทให้กับการทำงาน และศึกษาหาความรู้ใหม่ๆ เพื่อประยุกต์ใช้ในการทำงานแล้ว การบริหารเงินที่ได้รับจากการทำงาน ก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บออมเงินที่ได้รับจากการทำงาน การวางแผนซื้อบ้านและรถให้เหมาะกับตัวเรา และการวางแผนภาษีค่ะ ทำอย่างไรให้เก็บเงินอยู่ ปัญหาหนึ่งที่ผู้เริ่มทำงานมักจะเจอคือ การเก็บเงินไม่อยู่ ใช้เงินเดือนชนเดือน หรือแย่กว่านั้น บางคนอาจถึงขั้นต้องไปกู้หนี้ยืมสินกันเลยก็มี สาเหตุที่ทำให้เก็บเงินไม่อยู่คือ รายจ่ายที่สูงกว่ารายได้ การปรับลดค่าใช้จ่ายเป็นวิธีสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ โดยการทำบัญชีรายรับรายจ่ายจะช่วยให้เรารู้ว่า ในแต่ละเดือนเราหมดเงินไปกับค่าใช้จ่ายส่วนไหน เช่น หากเราหมดเงินไปกับค่าเสื้อผ้าหรือการสังสรรค์ ก็ปรับลดค่าใช้จ่ายโดยลดการชอปปิงหรือเที่ยวกับเพื่อนให้น้อยลง ก็จะช่วยให้เรามีเงินเหลือเก็บมากขึ้นค่ะ เมื่อเริ่มมีเงินเหลือในแต่ละเดือนแล้ว การเก็บเงินให้อยู่ก็เป็นเรื่องที่สำคัญค่ะ โดยการหักเงินเพื่อออมก่อนใช้จ่ายในแต่ละเดือน เป็นวิธีที่จะช่วยให้เรามีเงินเหลือเก็บได้ เริ่มจากการออม 10% ของรายได้ในแต่ละเดือน หากเพิ่งเริ่มออม แนะนำให้ออมในเงินฝากหรือกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อเป็นเงินสำรองเผื่อไว้ใช้กรณีฉุกเฉิน 6 เท่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน เมื่อออมเงินส่วนนี้จนครบแล้ว ค่อยนำเงินออมในแต่ละเดือนไปลงทุน เพื่อเพิ่มผลตอบแทน ถ้าเพิ่งเริ่มลงทุนไม่นาน อาจเริ่มจากการลงทุนในกองทุนรวม เพราะมีสินทรัพย์ให้เลือกลงทุนหลากหลาย และมีผู้จัดการกองทุนเป็นผู้บริหารเงินลงทุนของเราให้ค่ะ บ้านหรือรถ ซื้ออะไรก่อนดี สำหรับคำถามที่ว่า จะซื้อบ้านหรือรถก่อนดีนั้น เชื่อว่า คงไม่มีคำตอบตายตัวค่ะ เพราะแต่ละคนมีความจำเป็นที่แตกต่างกัน เช่น หากงานของเราเกี่ยวข้องกับการไปพบปะลูกค้าในสถานที่ต่างๆ การซื้อรถเพื่อใช้ในการทำงานก็ถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นมากกว่า  แต่หากเราเป็นคนต่างจังหวัด แล้วได้งานในกรุงเทพฯ การตัดสินใจซื้อบ้านหรือคอนโดมีเนียมในกรุงเทพฯ ก็เป็นสิ่งจำเป็นกว่าการซื้อรถค่ะ โดยทั่วไปแล้วการซื้อบ้านก่อนซื้อรถจะมีความคุ้มค่ามากกว่า เพราะเมื่อจ่ายเงินเพื่อซื้อบ้านแล้ว มูลค่าของบ้านมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นมากกว่ามูลค่าของรถ นอกจากนี้ การใช้รถมักตามมาพร้อมกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งค่าน้ำมัน ค่าประกันภัยรถ และค่าบำรุงรักษา เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่า จะซื้อบ้านหรือรถ ขั้นตอนต่อมาคือ การเลือกขนาดของบ้านและรถ ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว เรามักขอสินเชื่อเพื่อซื้อบ้านและรถ ในการขอสินเชื่อเราควรประเมินว่า มีความสามารถในการผ่อนได้มากน้อยแค่ไหน โดยภาระผ่อนสินเชื่อทั้งหมดไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน รวมถึงควรพิจารณาความมั่นคงในหน้าที่การงานด้วย เนื่องจากการผ่อนบ้าน ผ่อนรถ เป็นการผ่อนสินเชื่อระยะยาว โดยทั่วไป รถผ่อนประมาณ 4-7 ปี ส่วนบ้านผ่อนประมาณ 20-30 ปี ดังนั้น ก่อนซื้อบ้านหรือรถ อย่าลืมพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ เพื่อมิให้บ้านหรือรถต้องกลายเป็นภาระการเงินของเราในอนาคตค่ะ วางแผนภาษีอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด การวางแผนภาษีนับว่าเป็นเรื่องใหม่ของคนที่เพิ่งเริ่มทำงาน โดยปกติแล้ว ผู้ที่มีรายได้เป็นเงินเดือน หากรายได้ทั้งปีมากกว่า 240,000 บาท และไม่ได้ใช้สิทธิค่าลดหย่อนต่างๆ ก็จะต้องเริ่มเสียภาษี หากต้องการลดภาระภาษี เราก็ควรทำความรู้จักกับค่าลดหย่อนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าลดหย่อนจากสมาชิกในครอบครัว เช่น ค่าลดหย่อนบิดามารดา และค่าลดหย่อนบุตร หรือค่าลดหย่อนจากการออมและลงทุน เช่น กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และประกันชีวิต เป็นต้น  สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มทำงานในปีแรก แล้วไม่มีภาระภาษีเกิดขึ้น ก็อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจว่า ตนเองไม่ต้องยื่นแบบแสดงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 90 หรือ 91) นะคะ เพราะจริงๆ แล้ว กฎหมายกำหนดว่า หากเรามีรายได้ที่เป็นเงินเดือน (รายได้ตามมาตรา 40(1)) ตั้งแต่ 50,000 บาทต่อปีขึ้นไป จำเป็นต้องยื่นแบบภ.ง.ด. 90 หรือ 91 ด้วย โดยหากมีรายได้เฉพาะเงินเดือน (รายได้ตามมาตรา 40(1)) ต้องยื่นแบบภ.ง.ด. 91 แต่หากมีรายได้ประเภทอื่นด้วย ก็ต้องใช้แบบภ.ง.ด. 90 ค่ะ หวังว่า 3 เทคนิคบริหารเงินที่นำมาแนะนำข้างต้น จะช่วยให้ผู้ที่เริ่มต้นทำงานสามารถบริหารเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความมั่งคั่งได้ในระยะยาวค่ะ  ที่มา : http://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Jobber_A034.aspx  
  • “จดบันทึกรายรับ-รายจ่าย ช่วยให้รู้พฤติกรรมการใช้จ่ายรายเดือน ช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น รวมถึงสามารถจัดสรรเงินออมและเงินลงทุนได้อย่างที่ตั้งใจ”  เคยเป็นไหม ใกล้สิ้นเดือนทีไรรู้สึกเหมือนว่าจะสิ้นใจ เพราะเงินในกระเป๋าใกล้หมดทุกที ทั้งๆ ที่รู้สึกว่าตัวเองใช้เงินไปไม่เยอะ ถ้าให้คิดก็คิดไม่ออกว่าเงินหายไปไหน หมดไปกับอะไร และก็ไม่รู้จะไปตามแกะรอยจากที่ไหน จะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถรู้ทุกความเคลื่อนไหวของเงินเรา ว่าไปอยู่ที่ไหน ใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง ด้วยการจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย เป็นแบบรายวันหรือรายเดือน ตามแต่ความถนัดของแต่ละคน เริ่มจากการบันทึกรายได้ กำหนดรายจ่ายในแต่ละเดือน และบันทึกค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ติดตามและประเมินผล รวมถึงบันทึกข้อมูลการลงทุนและกรมธรรม์ประกันภัยไว้ ซึ่งการจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ให้ประโยชน์มากมาย เกินความคาดหมายอย่างแน่นอน แต่ประโยชน์ที่ว่าจะมีอะไรบ้างนั้น ลองมาดูกันค่ะ  รู้พฤติกรรมการใช้จ่ายรายเดือน หากเราจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายเป็นประจำ สม่ำเสมอ จะทำให้เรารู้พฤติกรรมการใช้จ่ายรายเดือนของเรา ว่าในแต่ละเดือน เราใช้เงินไปเท่าไร ใช้จ่ายกับเรื่องอะไรบ้าง เพียงพอกับรายได้ที่เราได้รับหรือไม่ เช่น มีรายรับเข้ามาเดือนละ 5,000 บาท ก็จดบันทึกว่าเราจ่ายเงินไปกับค่าเดินทางเท่าไร ทานข้าว ซื้อขนมไปเท่าไร ซื้อของไปเท่าไร เหลือเงินเท่าไร เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนหรือไม่ หากมีเงินเหลือก็เก็บออมไว้ เผื่ออยากได้อะไร หรืออยากทำอะไร จะได้มีเงินส่วนนี้ไว้ใช้ในอนาคต แต่หากพบว่ารายรับไม่เพียงพอกับรายจ่าย ก็สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเอง และวางแผนการใช้เงินในเดือนถัดไปให้เพียงพอกับรายรับที่เข้ามา   ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น การจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย นอกจากจะทำให้รู้พฤติกรรมการใช้จ่ายรายเดือนของเราเองแล้ว ยังสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น หรือเรียกว่าเป็นค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยของเราได้อีกด้วย เนื่องจากบางครั้งเรามักจะใช้จ่ายเงินกับสิ่งที่เราอยากได้ อยากมี เพื่อซื้อความสุขเล็กๆ น้อยๆ ให้กับตัวเอง เช่น ชอบไปทานข้าวนอกบ้าน ชอบไปเที่ยว ไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ โดยลืมคิดไปว่าเป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและคิดเป็นจำนวนเงินที่มากพอสมควร หากเราจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย ก็จะทำให้เรามองเห็นค่าใช้จ่ายต่างๆ เหล่านี้ และสามารถลดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลงได้เพื่อให้มีเงินเหลือเก็บมากขึ้น จัดสรรเงินออมและเงินลงทุน ประโยชน์ที่คาดไม่ถึงอีกอย่างหนึ่งของการจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายคือ ช่วยให้เราสามารถจัดสรรเงินออมและเงินลงทุนได้อย่างลงตัว เพราะหากเราไม่ได้บริหารจัดการเงิน แต่อยากลงทุน และนำเงินไปลงทุนในรูปแบบที่เราสนใจเลย เช่น ซื้อกองทุน เล่นหุ้น ก็อาจทำให้เกิดปัญหาการเงินตามมาได้ เนื่องจากเงินที่มีไม่เพียงพอกับการใช้จ่าย และผลตอบแทนจากการลงทุนก็ไม่แน่นอน ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเราจะได้รับผลตอบแทนหรือไม่ เป็นจำนวนเงินมากน้อยแค่ไหน การจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย จึงทำให้เรารู้ตัวเลขเงินออมที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละเดือน และสามารถจัดสรรได้ว่า เงินส่วนไหนจะเก็บไว้เป็นเงินออม และเงินส่วนไหนที่จะนำไปลงทุน เป็นจำนวนเท่าไร เพื่อให้ใช้เงินได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ที่มา : http://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Jobber_A064.aspx
  • ขึ้นชื่อว่า “บัตรเครดิต” ผู้ที่ใช้บัตรต้องเป็นผู้ที่มีเครดิตอย่างแน่นอน ซึ่งการทำบัตรเครดิตในปัจจุบันก็ไม่ใช่เรื่องยาก ทำให้หลายคนถือบัตรเครดิตมากกว่า 1 ใบ บางคนอาจมีถึงสิบๆ ใบ แต่บัตรเครดิตก็มีทั้งข้อดี ข้อเสีย ขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่าใช้อย่างไร หากใช้เป็น บัตรเครดิตจะช่วยให้ชีวิตสะดวกขึ้น แต่หากไม่รู้จักใช้ให้ดี บัตรเครดิตจะเป็นภาระสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ถือบัตรทีเดียว เรามาดูข้อดี ข้อสียของบัตรเครดิตกันค่ะ ข้อดี  สะดวก ปลอดภัย ไม่ต้องพกเงินสดจำนวนมากในการซื้อสินค้าและค่าบริการต่างๆ รวมถึงการใช้บัตรเครดิต ทำให้เราสามารถนำเงินที่จะจ่ายซื้อสินค้าหรือบริการไปฝากธนาคารธนาคารสร้างผลตอบแทนก่อนถึงวันครบกำหนดชำระได้ (โดยทั่วไปจะมีรอบในการชำระเงินประมาณ 45 วัน) แหล่งเงินยามฉุกเฉิน เบิกถอนเงินสดล่วงหน้าได้เมื่อต้องการใช้เงิน เช่น คุณพ่อประสบอุบัติเหตุต้องรักษาพยาบาลโดยทันที  รถยนต์ที่ใช้ประจำอยู่ๆ ก็เสีย ต้องรีบซ่อมอย่างเร่งด่วน เพราะหากไม่รีบซ่อมอาจทำให้ชีวิตประจำวันที่เป็นอยู่ต้องสะดุดลงไป โปรโมชั่นต่างๆ บัตรเครดิตมักมีโปรโมชั่นผ่อนจ่าย 0% มีส่วนลดหรือเงินคืน รวมถึงสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ถือบัตร เช่น ได้รับของแถมเพิ่มเติม สะสมคะแนนเพื่อแลกรับของรางวัล ที่จอดรถเฉพาะผู้ถือบัตร เป็นต้น ข้อเสีย ดอกเบี้ยสูง (อัตราดอกเบี้ยสูงถึง 20-28% ต่อปี) หากไม่สามารถชำระหนี้บัตรเครดิตแบบเต็มจำนวน โดยเลือกจ่ายขั้นต่ำ หรือเลือกจ่ายบางส่วน จะมีค่าดอกเบี้ยสำหรับยอดเงินค้างชำระ รวมถึงการชำระล่าช้าเกินเวลาที่กำหนด จะมีค่าติดตามทวงหนี้ที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย รูดเพลิน เงินหมด การใช้บัตรเครดิตรูดซื้อสินค้าทำให้เรายังไม่ต้องจ่ายเงินสดในทันที ส่งผลให้หลายคนซื้อสิ่งของบางอย่างที่ไม่มีความจำเป็นโดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้า เมื่อรู้ถึงข้อดี ข้อเสียของบัตรเครดิตแล้ว ก็ต้องรู้จักใช้บัตรเครดิตให้เป็น โดยมีแนวทางแนะนำดังนี้ จ่ายให้ตรงเวลา เพื่อรักษาเครดิตที่มีให้ดีอยู่เสมอ และไม่ต้องกังวลต่อการถูกติดตามทวงหนี้ ที่สำคัญ เมื่อจ่ายชำระตรงเวลาทำให้ไม่ต้องมีภาระดอกเบี้ยจ่าย จ่ายให้เต็มจำนวน ถึงแม้ว่าบัตรเครดิตจะให้เราจ่ายขั้นต่ำเพียง 10% ของยอดใช้จ่าย แต่การจ่ายเต็มจำนวนหนี้ที่เกิดขึ้นในแต่ละงวด จะช่วยให้มีวินัยในการใช้จ่ายบัตร และไม่ต้องเสียดอกเบี้ยแพงๆ เพราะดอกเบี้ยจะเริ่มคิดตั้งแต่วันที่มีการบันทึกยอดใช้จ่าย ไม่ใช่คิดตั้งแต่วันที่ครบกำหนด ซึ่งหลายคนเข้าใจผิดกัน ที่สำคัญบริษัทเจ้าของบัตรยังคิดดอกเบี้ยทุกวันจนกว่าจะปิดหนี้บัตรเครดิตทั้งหมดด้วย ไม่ควรกดเงินสดจากบัตรเครดิต เพราะมีค่าธรรมเนียมในการกดเงินสด และดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย จึงแนะนำให้ใช้เฉพาะกรณีที่มีเหตุจำเป็นจริงๆ หรือในกรณีรีบด่วนเท่านั้นค่ะ ไม่ใช้จ่ายเกินความสามารถในการชำระ แม้ว่าบัตรเครดิตจะให้วงเงินในการจับจ่ายจำนวนมาก ก็อย่าได้เผลอใจใช้จ่ายเต็มที่ตามวงเงินที่ได้รับ ควรใช้จ่ายตามความจำเป็นและพอดี แนะนำว่าทุกครั้งที่รูดบัตรเครดิต ให้กันเงินในจำนวนเท่ากับที่ใช้จ่าย ทำให้มั่นใจว่าจะมีเงินจ่ายคืน ที่สำคัญยังแสดงถึงวินัยในการใช้จ่ายอีกด้วย ที่มา : http://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Debt_A019.aspx
  • “มีสติก่อนยืมสตางค์ เลือกดอกถูกและจ่ายไหว โปะให้ดี ประหยัดได้เยอะ และจ่ายให้ครบจบแน่ ถือเป็น 4 เทคนิคดีๆ ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นหนี้ท่วมหัวได้”  เชื่อว่า คงไม่มีใครที่อยากเป็นหนี้ แต่เมื่อมีเหตุจำเป็นหรือเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น อุบัติเหตุ หรือการเจ็บป่วย ทำให้เราต้องหยิบยืมเงินและเป็นหนี้ บทความนี้มี 4 เทคนิค เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นหนี้ท่วมหัว ดังนี้ 1. มีสติก่อนยืมสตางค์ สาเหตุที่ทำให้หลายคนเป็นหนี้มาจากการจับจ่ายใช้สอยเกินตัว ไม่ว่าจะเป็นความต้องการโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่หรือรถคันใหม่ป้ายแดง ซึ่งบ่อยครั้งเกิดจาก “ความต้องการ” มากกว่า “ความจำเป็น” ก่อนที่จะตัดสินใจ ซื้อของ เราควรพิจารณาก่อนว่า ของสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของเราหรือไม่ และของที่มีอยู่เดิมยังสามารถใช้งานต่อไปได้หรือไม่ เพราะการซื้อของที่เกิดจากความต้องการหรือความอยากบ่อยๆ นอกจากจะทำให้เราไม่มีเงินเก็บแล้ว ก็อาจทำให้เกิดการกู้หนี้ยืมสินขึ้นมาได้ อย่างไรก็ตาม หากของที่เราจะซื้อเป็นสิ่งที่จำเป็น และเงินที่มีอยู่ไม่เพียงพอ เช่น คู่แต่งงานใหม่จำเป็นต้องซื้อบ้านเพื่อสร้างครอบครัว หรือพนักงานขายต้องซื้อรถเพื่อใช้ในงานขาย เป็นต้น ก็จำเป็นที่จะต้องขอสินเชื่อเพื่อซื้อสินค้าชิ้นนั้น โดยภาระผ่อนหนี้ในแต่ละเดือนไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน เพื่อให้สามารถชำระหนี้ได้โดยไม่เหนื่อยจนเกินไป 2. เลือกดอกถูกและจ่ายไหว เมื่อมีความจำเป็นต้องขอสินเชื่อหรือเงินกู้ การขอสินเชื่อที่เหมาะสม จะช่วยให้เราจ่ายดอกเบี้ยน้อยลง และทำให้ภาระหนี้หมดไวขึ้น โดยสามารถแบ่งสินเชื่อออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ สินเชื่อแบบมีหลักประกัน หากเรานำทรัพย์สินที่มี เช่น บ้าน หรือรถยนต์ มาเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ จะช่วยให้สามารถกู้ยืมเงินได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ นอกจากนี้ การนำทรัพย์สินที่มีและไม่ได้ใช้งานไปจำนำ เช่น ทองคำ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือเครื่องมือต่างๆ ก็นับว่าเป็นอีกแหล่งเงินกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยไม่สูงมากนัก โดยอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อแบบมีหลักประกันอยู่ที่ประมาณ 7-15% ต่อปี สินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน กรณีที่ไม่มีสินทรัพย์ใดมาเป็นหลักประกันเพื่อขอสินเชื่อ ก็คงต้องใช้บริการของสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน เช่น บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อบุคคล สินเชื่อประเภทนี้คิดอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 20-28% ต่อปี ดังนั้น หากจำเป็นต้องใช้เงิน แนะนำให้เลือกสินเชื่อแบบมีหลักประกันก่อนแบบไม่มีหลักประกัน 3. โปะให้ดี ประหยัดได้เยอะ เมื่อมีภาระหนี้เกิดขึ้น วิธีหนึ่งที่ช่วยให้พ้นจากการเป็นหนี้ได้เร็วคือ การโปะหรือชำระหนี้บางส่วน หากมีเงินเหลือในแต่ละเดือนหรือได้รับเงินก้อนเข้ามา ก็สามารถนำมาโปะหนี้ได้ แต่ก่อนที่จะตัดสินใจโปะหนี้นั้น ควรพิจารณาก่อนว่า หนี้ที่มีอยู่คิดดอกเบี้ยแบบไหน โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบคือ ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก หากภาระหนี้ที่มีเป็นสินเชื่อบ้าน บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อบุคคล ซึ่งมีการคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก การโปะก็จะช่วยให้ยอดเงินต้นลดลงได้ไว ทำให้ภาระดอกเบี้ยลดน้อยลง ดอกเบี้ยแบบคงที่ กรณีที่ภาระหนี้เป็นหนี้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ จะไม่แนะนำให้โปะ เนื่องจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์คิดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่คือ คำนวณดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมดรวมเข้ากับเงินต้น แล้วเฉลี่ยออกมาเป็นเงินที่ต้องชำระคืนแต่ละงวด ทำให้การนำเงินก้อนไปโปะไม่มีผลให้ดอกเบี้ยที่ต้องชำระลดลง อย่างไรก็ตาม สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มีเงื่อนไขพิเศษว่า เมื่อมีการนำเงินไปปิดหนี้ก่อนกำหนด จะได้รับส่วนลดดอกเบี้ยลงครึ่งหนึ่งของยอดดอกเบี้ยคงค้าง ดังนั้น การนำเงินก้อนไปปิดหนี้รถที่คงเหลืออยู่จะคุ้มค่ากว่าการนำไปชำระหนี้เพียงบางส่วน  4. จ่ายให้ครบจบแน่ เมื่อเป็นหนี้ สิ่งสำคัญคือ การมีวินัยในการชำระหนี้ โดยควรชำระหนี้อย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกเดือน หากกลัวว่าจะลืมชำระหนี้ ก็สามารถสมัครบริการหักบัญชีเงินฝากอัตโนมัติ หรือบันทึกลงในโทรศัพท์มือถือเพื่อเตือนความจำของตนเอง อย่างไรก็ตาม หากเริ่มมีเงินไม่พอในแต่ละเดือน ทำให้ต้องผ่อนชำระขั้นต่ำ หรือผ่อนชำระล่าช้า อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า จะพบกับภาวะหนี้ท่วมหัวได้ วิธีการแก้ไขเบื้องต้นคือ การจดบันทึกรับจ่าย เพื่อให้ทราบว่า การใช้จ่ายในแต่ละเดือนเป็นอย่างไร และสามารถปรับลดค่าใช้จ่ายอะไรได้บ้าง เป็นการช่วยเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ ทำให้ภาระหนี้หมดลงตามแผนที่วางไว้ การสำรองเงินไว้สำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉินเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยไม่ให้มีหนี้ท่วมหัวได้ โดยควรมีการสำรองเงินเท่ากับค่าใช้จ่ายรายเดือน 6 เดือน ในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงอย่างเงินฝาก หรือกองทุนรวมตลาดเงิน เป็นต้น เพราะถ้ามีเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างตกงาน หรือเกิดอุบัติเหตุ เงินก้อนนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดจากเงินขาดมือได้ ทำให้ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเป็นภาระทางการเงินของตนเองและครอบครัว ที่มา : http://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Debt_A029.aspx